ศูนย์คริสตศาสนธรรมสังฆมณฑลราชบุรี
CATECHETICAL CENTER OF RATCHABURI DIOCESE

ข้อคิดวันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน 2011
(ดำเนินชีวิตอย่างไรให้เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า)
"ดำเนินชีวิตอย่างไรให้เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า"

1. พระวาจาของพระเจ้าประจำสัปดาห์นี้ เหมาะสมกับเราที่กำลังอยู่ในเทศกาลมหาพรต ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการเตรียมจิตใจ ด้วยการทบทวนชีวิตของเรา และชำระจิตใจของเราให้บริสุทธิ์เพื่อเตรียมต้อนรับการฉลองวันปัสกา เป็นต้นเรื่องของการดำเนินชีวิตประจำวัน ขอยกตัวอย่างพระวาจาที่น่าคิดในวันนี้คือ “ตราบใดที่ยังเป็นกลางวันอยู่ เราทั้งหลายต้องทำกิจการของผู้ที่ทรงส่งเรามา แต่เมื่อกลางคืนมาถึง ก็ไม่มีใครทำงานได้” (ยน.9:4) 
บทอ่านที่ 1
2. บทอ่านที่ 1 ในวันนี้มาจากหนังสือซามูแอล(1 ซมอ.16:1b, 6-7, 10-13) ซึ่งได้พูดถึงเหตุการณ์การที่พระเจ้าทรงเลือกดาวิดให้เป็นกษัตริย์ของชาวอิสราเอล ในพระคัมภีร์ได้เล่าถึงความสัมพันธ์ระหว่างดาวิดกับซาอูลได้ที่สำคัญมีสอนตอนด้วยกันคือ ดาวิดเล่นดนตรีถวายกษัตริย์ซาอูล (1 ซมอ.16:14-23) กับตอนที่ดาวิดเป็นนักรบกล้าที่รับใช้กษัตริย์ซาอูล(1 ซมอ.17:12-20)

3. ในสมัยนั้น ซาอูลปกครองชาวอิสราเอลทั้งหมดในฐานะที่เป็นกษัตริย์ แต่ทำไมพระเจ้าจึงทรงใช้ประกาศกซามูเอลไปเจิมแต่งตั้งดาวิดให้เป็นกษัตริย์อีกคนหนึ่งในขณะที่ซาอูลยังคงทำหน้าที่อยู่...ทั้งนี้เพราะว่าซาอูลหันหลังให้พระเจ้า ไม่ยอมทำตามพระบัญญัติของพระเจ้า ประพฤติตนออกนอกลู่นอกทางจากคำสอนของพระเจ้า เมื่อพระเจ้าทรงแต่งตั้งได้ พระองค์ก็ทรงถอดถอนได้ พระเจ้าทรงประทานให้ พระองค์ก็ทรงเอาคืนได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีได้นั้นไม่ใช่เป็นของเรา แต่เป็นของพระเจ้า นี้คือข้อเตือนใจที่เราทุกคนจะต้องสำนึกถึงตัวตนของเราเองอยู่เสมอ “เพราะถ้าไม่มีเรา(พระเจ้า) ท่านก็ทำอะไรไม่ได้เลย”(ยน.15:5)

4. ในการเลือกดาวิดก็มีคิดที่น่าประทับใจและทำให้เราเข้าใจพระเจ้ามากยิ่งขึ้น เมื่อเจสซีพาลูกๆมาให้ประกาศกซามูเอลพิจารณา แต่ไม่มีใครสักคนได้รับเลือก หลักเกณฑ์ที่พระเจ้ามอบให้ซามูเอลเพื่อเลือกคนทำงานของพระองค์นั้นก็คือ “อย่าสนใจมองแต่รูปร่างหน้าตา หรือความสูงของเขา เพราะเราไม่เลือกเขา องค์พระผู้เป็นเจาไม่ทรงมองอย่างมนุษย์มอง มนุษย์มองแต่รูปร่างภายนอก แต่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงมองจิตใจ” ที่สุดดาวิดลูกคนเล็กเด็กนอกสายตาซึ่งกำลังเลี้ยงแกะอยู่ในทุ่งนา ก็ได้รับเลือกโดยการชี้นำของพระจิตเจ้า พระวาจาตอนนี้น่าจะเตือนใจของเราได้หลายประการ เรามองคนอย่างไร เราเลือกเพื่อนอย่างไร เราใช้อะไรตัดสินกันและกัน

5. บทเรียนสอนใจเราจากบทอ่านที่หนึ่งนี้ ทำให้เราเข้าใจว่า การเลือกบุคคลใดเข้ารับใช้พระเจ้านั้น เป็นอิสระของพระองค์ พระองค์ทรงเป็นผู้เลือกเอง พระปรีชาญาณของพระองค์นั้นสูงส่งกว่าสติปัญญาธรรมดาๆของเรามนุษย์ ความคิดของมนุษย์นั้นยังคงจำกัดหรือทำได้แค่ตาดูหูฟังเท่านั้น แต่สำหรับพระเจ้า พระองค์มองทะลุเข้าไปในจิตวิญญาณของแต่ละคน พระองค์ทรงทราบดีว่าใครเคารพรัก ใครให้เกียรติ ใครจะรับใช้พระองค์ด้วยความนอบน้อมถ่อมตน ทรงรู้ว่าใครจะดำเนินชีวิตในฐานะบุตรแห่งความสว่าง

บทอ่านที่ 2
6. บทอ่านที่สองในวันนี้มาจากจดหมายของนักบุญเปาโลถึงชาวเอเฟซัส(อฟซ.5:8-14) บทอ่านนี้ให้ข้อคิดที่ดีกับเราเช่นเดียวกัน คือ ให้เราดำเนินชีวิตในฐานะที่เราเป็น “บุตรแห่งความสว่าง”  นักบุญเปาโลนำเสนอสองภาพสำคัญคือ “บุตรแห่งความสว่าง” กับ “บุตรแห่งความืด”

7. ภาพทั้งสองนี้เปาโลเตือนชาวเอเฟซัสเพราะในขณะนั้นเกิดกระความนิยมชมชอบในเรื่องของการแสดงหาความรู้ใหม่ๆที่ยึดเอาความคิดของตนเองเป็นใหญ่ เอาน้ำใจของตนเองมาเป็นเครื่องตัดสินความถูกต้องหรือความผิด ความดีความชั่วอยู่ที่ตัวของเราเอง ดังนั้นจึงเกิดการบูชาเหตุผลมากกว่าความเชื่อศรัทธา

8. เปาโลเตือนว่าก่อนหน้านั้นชาวเอเฟซัสเคยดำเนินชีวิตในความมืด  แต่ปัจจุบันพวกเขาอยู่ในความสว่างแล้ว ดังนั้น “จงดำเนินชีวิตเช่นบุตรแห่งความสว่างเถิด” (อฟ.5:8) เราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครดำเนินชีวิตในทางสว่างหรือความมืด แน่นอนให้เราดูที่ผลของการกระทำของเขา “ผลแห่งความสว่างคือความดี ความชอบธรรม และความจริงทุกประการ” (อฟ.5:9) คนที่ดำเนินชีวิตในทางสว่างคือคนที่แสวงหาสิ่งที่องค์พระผู้เป็นเจ้าพอพระทัย”(อฟ.5:10)

9. นอกจากจะต้องไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับพฤติกรรมมืดๆดำๆแล้ว บุตรของพระเจเจะต้อง “ประณาม”กิจการไม่ดีต่างๆเหล่านั้นด้วย(อฟ.5:11) ถ้ามีอะไรไม่ดีไม่งามเกิดขึ้นในสังคมของเรา เราจะต้องช่วยกันตำหนิติเตียน ไม่ใช่บอกว่าธุระไม่ใช่ หรือไปหาเรื่องใส่หัวทำไม เพราะไม่มีใครรับใช้นายสองคนในเวลาเดียวกัน เราจะรับใช้ความดีและความชั่วในเวลาเดียวกันไม่ได้

10. ในข้อที่ 12 เตือนเราให้ว่าไม่มีใครสามารถปิดบังซ่อนเร้นความผิดของตนเองได้ เรื่องของความผิดหรือบาปนั้น เพียงแค่พูดถึงกึงก็ต้องมีความละอายใจแล้ว เช่น การผิดประเวณี ลามกโสมม โลภ การพูดหยาบคาย ไร้สาระ การหย่าร้าง ฯลฯ

11. เปาโลได้อ้างคำสอนดั่งเดิมว่า “ผู้หลับใหล จงตื่นเถิด จงลุกขึ้นจากบรรดาผู้ตาย และพระคริสตเจ้าจะทรงส่องสว่างเหนือท่าน” ซึ่งหมายความว่า เวลานี้ มหาพรตนี้ เป็นเวลาที่เหมาะสมที่เราจะต้องลงขึ้นมาปัดกวาดชีวิตของตนเอง ชำระตนเองให้ศักดิ์สิทธิ์ พระเยซูเจ้าจะส่องแสงสว่างเข้ามาในชีวิตของเราไม่ได้ถ้าเรายังหลับอยู่

พระวรสาร
12. ส่วนพระวรสารในวันนี้มาจาก บทพระวรสารของนักบุญยอห์น(ยน. 9:1-41) ประเด็นสำคัญคือ เรื่อง “ความสว่าง” เราจะได้ฟังเรื่องของชายตาบอดตั้งแต่กำเนิด (นี้ตาบอดจริงๆ) บทอ่านนี้เตือนใจเราว่า เราทุกคนเกิดมาเหมือนคนตาบอด ไม่ใช่ตาบอดทางร่างกายหรืออวัยวะ แต่เป็น “ตาบอดฝ่ายจิตใจ” ความตาบอดฝ่ายจิตของเราจะหายไปหรือกลับมองเห็นได้ก็โดยการเข้ามาอยู่เป็นส่วนหนึ่งแห่งพระวรกายทิพย์ของพระเยซูคริสตเจ้า โดยผ่านทางศีลล้างบาป และเราจะรักษาความชอบธรรมของเราไว้ได้โดยผ่านทางศีลอภัยบาปและศีลมหาสนิท ถ้าหากเราเลินเล่อ หรือไม่ใส่ใจในศีลศักดิ์สิทธิ์ต่างเหล่านี้ ดวงตาฝ่ายจิตของเราก็จะมืดบอดไปตามกระแสของสังคมที่รายรอบตัวเราอยู่ในขณะนี้

13. ถ้อยคำน่าคิดที่ทำให้ผู้พิการทางร่างกายหลายท่านได้ลุกขึ้นมาต่อสู่กับชีวิต จนได้ดิบได้ดีในชีวิต มาจากพระวรสารตนที่ว่า ศิษย์ได้ถามว่าการที่คนหนึ่งตาบอดนั้นมาจากบาปของใคร เขาทำบาปเองหรือเป็นบาปที่มาจากพ่อแม่ พระเยซูเจ้าตอบว่า “มิใช่ชายคนนี้ หรือบิดามารดาของเขาทำบาป แต่เขาเป็นเช่นนี้ก็เพื่อให้กิจการของพระเจ้าปรากฏในตัวของเขา ” (ยน.9:3) ที่เป็นเช่นนี้เพราะคนในสมัยนั้นคิดว่าคนที่พิการหรือเป็นอย่างไรก็แล้วแต่เป็นเพราะพระเจ้าลงโทษ ซึ่งเนื่องมาจากบาปของเขาหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่คำตอบของพระเยซูเจ้าแสดงให้เห็นว่าทุกคนมีคุณค่า แม้จะเป็นคนพิการไม่เหมือนคนอื่น แต่เขาก็สามารถทำให้คนอื่นๆเห็นพระสิริรุ่งโรจน์ของพระเจ้าได้ ทุกคน ไม่ว่าจะร่างกายปรกติหรือพิการ ก็สามารถเป็น “เครื่องมือ” ของพระเจ้าได้

14. พระเยซูเจ้าทรงบอกว่า “ตราบใดที่ยังเป็นกลางวันอยู่ เราทั้งหลายต้องทำกิจการของผู้ที่ทรงส่งเรามา แต่เมื่อกลางคืนมาถึง ก็ไม่มีใครทำงานได้ ตราบใดที่เรายังอยู่ในโลก เราเป็นแสงสว่างส่องโลก”(ยน.9:4-5) จากพระวาจาตอนนี้ ทำเราทรงความจริงของพระเยซูเจ้าเพิ่มขึ้นอีก 3 ประการ คือ ประการแรก การทำ “อัศจรรย์” ด้วยการรักษาคนตาบอดให้กลับมองเห็นได้นี้เป็นการเปิดเผยพระองค์เองว่าทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงแสงสว่างแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า ประการที่สอง ด้วยพระวาจาที่ว่า “เราทั้งหลายต้องทำงาน” พระองค์ทรงเตือนสาวก(และเราด้วย)ว่าต้องทำงาน และทำงานของพระเจ้าเพื่อพระเจ้า ประการที่สาม คำว่า “ตราบใดที่ยังเป็นกลางวันอยู่” พระเยซูเจ้าทรงเตือนสานุศิษย์(และเราด้วย)ว่าพระหรรษทานจะเกิดขึ้นกับเราถ้าเราทำงานภายใต้แสงสว่างของพระองค์ กล่าวคือ พึ่งพาพระองค์ในการทำงานอยู่เสมอ ถ้าทำโดยลำพังงานจะไม่บังเกิดผลนั้นเอง (หรือไม่ก็พังลงอย่างไม่เป็นท่านั้นเอง)

15. เรื่องเล็กๆอีกเรื่องหนึ่งที่เราหลายคนฟังพระวาจาแล้วอาจจะเกิดข้อสงสัยหรือขัดแย้ง คือ การรักษาคนตาบอดของพระเยซูเจ้าโดยการใช้น้ำลายผสมโคลนมาป้ายตา แล้วให้ไปล้างตาที่สระสิโลอัม ปรากฏว่าคนตาบอดหายสนิท “คนตาบอดเชื่อแล้วก็หายตาบอด” (ยน. 9:6-7)

16. ถ้าปัจจุบันมีหมอตาคนใดรักษาเช่นนี้ คิดว่าคงไม่มีใครกล้าเข้าไปหาแน่ๆ แต่ในสมัยนั้น เป็นเรื่องปรกติ เพราะคนเชื่อว่าน้ำลายนี้แหละคือยาชั้นหนึ่ง(มก.7:33,8:23) แต่การกระทำของพระเยซูเจ้า เป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์ที่หมายถึง “ศิลล้างบาป” รากศัพท์ภาษาอังกฤษของคำว่า “ป้าย” (ป้ายตา) ก็คือ “การเจิม” และตามประวัติศาสตร์ของคริตชนสมัยเริ่มแรก การเจิมก็เป็นส่วนหนึ่งของพิธีล้างบาป

17. เมื่อคนตาบอดได้รับการรักษาให้หาย เพื่อนบ้านและคนที่เคยเห็นเขามาก่อนต่างแบ่งออกเป็นสองพวก บางคนยอมรับแต่บางคนไม่ยอมรับบอกว่าเป็นคนที่คล้ายๆ ที่สุดจึงได้สอบถาม ชายตาบอดจึงได้ตอบว่า “คนที่ชื่อเยซูทำโคลนป้ายตาของฉัน” แล้วก็เล่ารายละเอียดให้พวกฟัง ข้อที่น่าสังเกตก็คือ ก่อนหน้านั้นเขาไม่รู้จักพระเยซูเจ้า แต่หลังจากได้รับอัศจรรย์แล้ว เขาประกาศเต็มปากว่าคนที่ช่วยเขาคือ “คนที่ชื่อเยซู” นี้เป็นการเปิดตาฝ่ายจิตใจของเขาให้ได้รู้จักพระเจ้า พระผู้ไถ่ของมนุษย์ชาติ ข้อคิดสำหรับเรา เราได้รับพระพรต่างๆมากมาย หรือเรามีอะไรต่างๆมากมาย เราเคยฉุกคิดไหมว่าใครเป็นผู้ช่วยเหลือท่าน ใช่ “คนที่ชื่อเยซู” หรือไม่

18. ข้อน่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือ ชาวยิวน่าจะดีใจที่ชาวตาบอดได้รับอัศจรรย์ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยมองเห็นแต่ตอนนี้มองเห็นได้แล้ว แต่พวกเขากลับพาคนตาบอดไปหาฟาริสี และกล่าวหาว่าพระเยซูเจ้ากระทำความผิด “เขาไม่ได้ถือวันสับบาโต”(ข้อ 16) บางคนว่าพระองค์คือคนบาป ที่สุดคนตาบอดได้ยืนยันอีกครั้งหนึ่งแต่ยกระดับความเชื่อขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง “คนนั้นเป็นประกาศก”(ข้อ 17)

19. บรรดาฟาริสียังไม่เชื่อคำพูดของชายตาบอดจึงเรียกพ่อแม่ของชายตาบอดมาสอบถาม พ่อแม่ก็ยืนยันว่าลูกของเขาตาบอดมาตั้งแต่กำเนิด แต่หายจากตาบอดอย่างไรเขาไม่ยอมยืนยันเพราะกลัวจะถูกขับไล่ออกจากพระวิหารเพราะการยอมรับว่าพระเยซูเจ้าเป็นพระเจ้า เขาจึงบอกให้ไปถามเจ้าตัวเอง(ข้อ 21) เหตุการณ์นี้ทำให้เราเข้าใจได้ว่า การถูกเบียดเบียนเพราะความเชื่อไม่ใช่เรื่องใหม่ การต่อต้านหรือการปฏิเสธพระเยซูเจ้ามีมาตั้งแต่แรกเริ่มแล้ว

20. ที่สุดเราได้เห็นความก้าวหน้าของชายตาบอดจนกระทั่งยอมรับพระเยซูเจ้าทรงเป็นพระเจ้า “ข้าพเจ้าเชื่อ พระจ้าข้า”(ข้อ 38) หลังจากการโดนสอบสวนอย่างหนักจากบรรดาฟาริสี และถูกขับออกไปจากศาลาธรรม จนได้มาพบพระเยซูเจ้า หลังจากได้สนทนากับพระองค์ พระเยซูเจ้าถามเขาว่า “ท่านเชื่อในบุตรแห่งมนุษย์หรือ” เขาทูลถามว่า “บุตรแห่งมนุษย์คือใครพระเจ้าข้า ข้าพเจ้าจะได้เชื่อในพระองค์” พระเยซูเจ้าจึงตรัสว่า “ท่านได้เห็นแล้ว เป็นผู้ที่กำลังพูดอยู่กับท่านนี้แหละ” เขาจึงทูลว่า “ข้าพเจ้าเชื่อ พระเจ้าข้า” แล้วกราบลงมนัสการพระองค์(ยน.9:35-38)

21. เมื่อประมวลคำสอนทั้งหมดในวันนี้ ทำให้เรามีแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ชัดเจนว่า “เราต้องทำกิจการของผู้ที่ส่งเรามา” หรือ “เราจะดำเนินชีวิตอย่างไรให้พระเจ้าโปรดปราน” คำตอบคือเราต้องดำเนินชีวิตในฐานะที่เป็นบุตรแห่งความสว่าง ไม่ใช่บุตรแห่งความมืด แล้วบุตรแห่งความสว่างต้องทำอย่างไร ประการแรก คือ การมีชีวิตที่เชื่อมั่นในองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้เลือกเรา แต่งตั้งเรา เหมือนพระองค์ทรงเลือกดาวิด ประการที่สอง คือ เราต้องซื่อสัตย์ต่อพระองค์ ไม่หันหลังให้พระองค์เหมือนซาอูล ประการที่สาม คือ บทเรียนจากชายตาบอดที่ได้รับพระพรจากพระเยซูเจ้าแล้ว มีการพัฒนาฝ่ายจิตใจยกระดับความเชื่อจาก รู้จักชายที่ชื่อว่าเยซูเจ้าก้าวหน้าไปสู่การยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็นประกาศก และที่สุดยอมรับว่าพระองค์คือพระเจ้าแท้จริง และได้กราบนมัสการพระองค์

22. เรากำลงอยู่ในเทศกาลมหาพรต จึงสมควรที่จะพิจารณาตนเอง ว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้ามากมายเพียงใด มีอะไรที่เราจะต้องพัฒนาหรือปรับปรุงตนเอง เราดำเนินชีวิตในความสว่างหรือในความมืด เพื่อวันฉลองปัสกานั้นจะได้เป็นวันศักดิ์สิทธ์หรือวันแห่งความชื่นชมยินดีอย่างแท้จริง

ข่าว-ประชาสัมพันธ์

พิธีบูชาขอบพระคุณโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์และปิดการอบรม ค่ายคำสอนภาคฤดูร้อนสังฆมลฑลราชบุรี ครั้งที่ 52
🙏พิธีบูชาขอบพระคุณโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์และปิดการอบรม ค่ายคำสอนภาคฤดูร้อนสังฆมลฑลราชบุรี ครั้งที่ 52 วันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2026 ณ วัดน้อยสามเณราลัยแม่พระนิรมล...
"ครูคำสอนผู้จาริกแห่งความหวัง” (Pilgrims of Hope)งานชุมนุมครูคำสอนระดับชาติ ครั้งที่ 7 ศูนย์คริสตศาสนธรรมราชบุรีจัดการแสวงบุญให้กับครูคำสอน ในโอกาสไปร่วม งานชุมนุมครูคำสอนระดับชาติ ครั้งที่...
การประชุมผู้นำด้านการสอนคำสอนแห่งเอเชีย
🎯การประชุมผู้นำด้านการสอนคำสอนแห่งเอเชีย "ก้าวเดินไปด้วยกันในฐานะพยานแห่งความหวัง" คุณครูกฤติยา อุตสาหะ เจ้าหน้าที่ศูนย์คริสตศาสนธรรมและอาจารย์พิเศษ วิทยาลัยแสงธรรมร่วมประชุมผู้นำด้านการสอนคำสอนของสภาพระสังฆราชในทวีปเอเชียณ ศูนย์คาทอลิกพระสันตะปาปาปีโอที่ 12 ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่...

Youcat-คำสอนเยาวชน

Youcat 39 พระเยซูเจ้าทรงเป็นพระเจ้าหรือ พระองค์ทรงอยู่ในพระตรีเอกภาพด้วยหรือ ?
พระเยซูเจ้าทรงเป็นพระเจ้าหรือ พระองค์ทรงอยู่ในพระตรีเอกภาพด้วยหรือ ? YOUCAT 39...
Youcat 113 ที่กล่าวว่า ข้าพเจ้าเชื่อในพระจิตเจ้าหมายความว่าอะไร ?
ที่กล่าวว่า ข้าพเจ้าเชื่อในพระจิตเจ้าหมายความว่าอะไร ? Youcat 113...
Youcat 089 พระเยซูเจ้าทรงสัญญาถึงพระอาณาจักรของพระเจ้ากับผู้ใด ?
พระเยซูเจ้าทรงสัญญาถึงพระอาณาจักรของพระเจ้ากับผู้ใด ? YOUCAT 89 บอกกับเราว่า.....

พระวาจานำชีวิต

พระบิดา พระบุตร พระจิต ทรงเป็นประเจ้าหนึ่งเดียว
เชิญชวนเราอ่านพระวาจาพระเจ้าที่พูดถึงพระบิดา พระบุตร พระจิต ขอให้ความเป็นหนึ่งเดียวของสามพระบุคคลนำเราให้มีความสนิทสัมพันธ์กับพระเจ้าและกับเพื่อนพี่น้องด้วย มธ....
พระเยซูเจ้าทรงสมัครใจ เต็มใจในการทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า
พระเยซูเจ้าทรงสมัครใจ เต็มใจในการทำตามพระประสงค์ของพระเจ้า เพื่อให้พระประสงค์ของพระเจ้าสำเร็จสมบูรณ์ในพระองค์ ให้พระวาจาพระเจ้าเป็นเสียงแรกที่เราจะฟังและนำไปปฏิบัติเช่นเดียวกับพระองค์ พระยาห์เวห์...
พระเยซูเจ้าทรงเป็นการกลับคืนชีพและเป็นชีวิต
พระเยซูเจ้าทรงเป็นการกลับคืนชีพและเป็นชีวิต ใครที่เชื่อในพระองค์จะได้รับชีวิตนิรันดร์ มารับพระวาจาพระเจ้าที่ให้กำลังใจและให้ความมั่นใจว่า ถ้าเราเชื่อและดำเนินชีวิตตามคำสอนของพระองค์เราจะได้รับชีวิตนิรันดร์ ทูตสวรรค์กล่าวแก่สตรีทั้งสองคนว่า...

คู่มือแนะแนวการสอนคำสอน ค.ศ.2020

DC267 ผู้สูงอายุต้องได้รับการสอนคำสอนอย่างเพียงพอ
ผู้สูงอายุต้องได้รับการสอนคำสอนอย่างเพียงพอ ได้รับการเอาใจใส่ในมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์ของเงื่อนไขแห่งความเชื่อของพวกเขา “ในกรณีที่ผู้สูงอายุอาจจะมีความเชื่อที่สมบูรณ์และเข้มแข็ง การสอนคำสอนต้องเป็นลักษณะการนำไปสู่ความสมบูรณ์ของกระบวนการแห่งความเชื่อ ด้วยท่าทีของการขอบคุณและการมีความหวังในชีวิตหน้าอย่างเต็มเปี่ยม...
DC266 พระศาสนจักรมองว่าผู้สูงอายุเป็นของขวัญจากพระเจ้า เป็นทรัพยากรสำหรับชุมชนและถือว่างานอภิบาลพวกเขาเป็นงานที่สำคัญ
ผู้สูงอายุเป็นผู้ที่มีมรดกแห่งความทรงจำและมักจะรักษาคุณค่าของสังคมการตัดสินใจทางสังคมและการเมืองที่ไม่ยอมรับศักดิ์ศรีของพวกเขาจะถูกมองว่าบุคคลนั้นมุ่งต่อต้านสังคม “พระศาสนจักรไม่สามารถและไม่ต้องการที่จะปฏิบัติตามความคิดว่าความไม่อดทน และความเฉยเมยและการดูหมิ่นในวัยชราว่ามีน้อยลง” แต่พระศาสนจักรมองว่าผู้สูงอายุเป็นของขวัญจากพระเจ้า เป็นทรัพยากรสำหรับชุมชนและถือว่างานอภิบาลพวกเขาเป็นงานที่สำคัญ...
DC265  สมาคมของพระศาสนจักรกระบวนการหรือกลุ่มต่าง ๆ ควรยอมรับเพื่อการมีส่วนแบ่งปันในการอบรมผู้ใหญ่ที่เป็นคริสตชน
ในที่สุด สมาคมของพระศาสนจักรกระบวนการหรือกลุ่มต่าง ๆ ควรยอมรับเพื่อการมีส่วนแบ่งปันในการอบรมผู้ใหญ่ที่เป็นคริสตชน เพื่อให้แน่ใจว่ามีการร่วมกันก้าวเดินที่คงที่และหลากหลายเป็นสิ่งสำคัญที่ความเป็นจริงเหล่านี้มักจะนำเสนอชีวิตคริสตชนที่เป็นการพบปะส่วนตัวและการดำรงอยู่กับพระบุคคลของพระเยซูคริสตเจ้าผู้ทรงพระชนม์ในบริบทของประสบการณ์กลุ่มและความสัมพันธ์ฉันพี่น้อง...

เนื้อหาและบทเรียน

คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก

หนังสือคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก(CCC)

คู่มือแนะแนวการสอนคำสอน (ค.ศ. 2020)

คู่มือแนะแนวการสอนคำสอน (ค.ศ. 2020)

เรียนคำสอนกับพ่อวัชศิลป์

พระคัมภีร์ กับ คุณพ่อกฤษฏา

Download พิธีศีลศักดิ์สิทธิ์สำหรับเด็กและเยาวชน

Download พิธีโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์

สถิติการเยี่ยมชม

1.png8.png8.png3.png6.png3.png2.png
วันนี้2143
เมื่อวานนี้5525
สัปดาห์นี้13003
เดือนนี้38559
ทั้งหมด1883632

ขณะนี้มีผู้เยี่ยมชม

12
Online

วันพุธ, 10 มิถุนายน 2569 11:50