www.kamsondeedee.com

สถิติการเยี่ยมชม

007092434
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
622
3767
14193
51673
134367
7092434
Your IP: 18.205.176.100
2019-08-21 05:35

Share this post

Submit to DeliciousSubmit to DiggSubmit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to StumbleuponSubmit to TechnoratiSubmit to TwitterSubmit to LinkedIn
ถึงเพื่อนผู้ร่วมงานที่เคารพ
 
ผมได้อ่านเรื่อง “จิตตปัญญาศึกษา” กับการบ่มเพาะ “ญานทัศนะ” ของ นพ.วิธาน ฐานะวุฑฒ์ จาก นสพ.มติชน วันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ.2550 หน้า 9 แล้วเห็นว่าน่าจะมีประโยชน์สำหรับเราที่ศึกษาวิชาปรัชญา และเทววิทยา เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องทั้งเหตุผลและเหนือเหตุผล
 
ผู้เขียนได้ให้เกร่นนำว่า ระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัยโดยทั่วไปไม่ได้เน้นหรือนำพาหรือหล่อเลี้ยงหรือเอื้อที่จะให้เกิด “การบ่มเพาะญาณทัศนะ” แต่ใน “จิตตปัญญาศึกษา” คือระบบการศึกษาที่เน้นถึงการหล่อเลี้ยงให้เกิดและนำพา “ญาณทัศนะ” มาใช้
 
ตามคำเข้าใจของผู้เขียน “ญาณทัศนะ” เป็นคุณสมบัติ เป็นศักยภาพที่มีอยู่แล้วในมนุษย์ทุกคน เหมือนกับเป็น “ความรู้สึกพิเศษ” ที่ปิ๊งแวบออกมาในสภาวะที่เหมาะสม และบรรดานักวิทยาศาสตร์และนักปราชญ์ชั้นนำทำงานและค้นพบ “งานชิ้นโบว์แดง” ก็โดยนำเอา “ญาณทัศนะ” ที่มีอยู่ในตัวเองออกมาใช้ทั้งสิ้น
 
“ญาณทัศนะ” ดูคล้ายกับเรื่องที่ไม่มีเหตุผล แต่กลับเป็นเรื่องที่มีเหตุและผลที่เป็นไปในเชิงซับซ้อน
 
ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างงานวิจัยของดรายฟัสแอนด์ดรายฟัสเรื่อง “ประสิทธิภาพการเรียนรู้ของมนุษย์” ที่เริ่มจากเหตุและผลและที่พัฒนาไปจนเกิดขึ้นจากส่วนลึกภายในจิตใจของตน โดยแบ่งออกเป็น 5 ขั้นดังนี้
 
ขั้นแรก : เมื่อเราเรียนรู้อะไรสักอย่างหนึ่ง เราก็จะเริ่มจากการเป็น “เด็กฝึกงาน” ก่อน เด็กฝึกงานก็จะทำอะไรตามขั้นตามตอน ตามกติกาทุกอย่าง เช่น เมื่อเล่นดนตรีก็เริ่มจากเบสิคต่างๆ
 
ขั้นที่สอง : เป็น “เด็กฝึกงานก้าวหน้า” ก็เริ่มพลิกแพลง ไม่เถรตรงตามทฤษฎีหรือตามขั้นตอน แต่เริ่มคิดว่า เออ..มันพอพลิกแพลงได้บ้างแล้วนะ มันไม่ได้เสียหายอะไร
 
ขั้นที่สาม : เป็น “คนทำงานเป็น” คือเมื่อทำงานไปก็เริ่มมี “ประสบการณ์” มากขึ้นเรื่อยๆ
 
แต่ทั้งสามขั้นนี้เป็นเพียง “การเรียนรู้” ที่อาศัยการทำงานเชิง “เหตุและผล” ที่ใช้เพียงสมองซีกซ้ายเท่านั้น
 
ขั้นที่สี่ : เป็น “คนทำงานเก่ง” ในขั้นตอนนี้มี “ญาณทัศนะ” เข้ามาเกี่ยวข้อง คือ ในขั้นที่สี่ คนทำงานเก่งจะเริ่มฝึกฝนตัวเองในการใช้ “ญาณทัศนะ” ซึ่งจะเกิดขึ้นมาได้เมื่อสมองทั้งก้อนสามารถทำงานประสานสอดคล้อลกัน
 
ขั้นที่ห้า : เป็น “เซียน” ซึ่งเป็นขั้นตอนการเรียนรู้สูงสุดของมนุษย์ พัฒนาได้เต็มศักยภาพของมนุษย์ คือ สามารถนำ “ญาณทัศนะ” เข้ามาใช้ได้อย่างจริงจังเป็นเนื้อเป็นตัวของตัวเอง
 
 
ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างของคนที่ใช้ญาณทัศนะในการเล่นระนาด โดยเล่าว่า ผู้หญิงคนหนึ่งตอนที่หัดเรียนระนาดใหม่ก็เรียนตามขั้นตอน จนเก่งขึ้นเรื่อยๆสามารถตีระนาดตามโน้ตทุกตัวได้อย่างไม่ผิดเพี้ยน อยู่มาวันหนึ่งในระหว่างที่เล่นระนาดอยู่นั้นเธอรู้สึกว่าไม่อยากเล่นตามตัวโน้ตที่กำหนดไว้ แต่อยากจะตีเสียงไปตามความรู้สึกและพบว่า “กินใจผู้ฟัง” ได้มากกว่าการเล่นตามตัวโน้ตแบบทื่อๆ
 
สุดท้าย นพ.วิธาน ผู้เขียนได้สรุปบทความของท่านว่า “ในความเป็นจริง ญาณทัศนะ เป็นวิทยาศาสตร์ซึ่งหากว่าเราสามารถเข้าใจ เราก็จะสามารถพัฒนาให้ก่อเกิดขึ้นมาได้จริง และสามารถเรียนรู้กันได้ในระบบการศึกษา
 
 
*****เพื่อนผู้ร่วมงานและผู้อ่าน มีข้อมูลอะไรเพิ่มเติม ก็แสดงความคิดเห็นมาได้เลย*****
 
                                                           จากพ่อวัชศิลป์

350 ปีการสถาปนามิสซังสยาม

 350 ปีแห่งการสถาปนา มิสซังสยาม (ค.ศ.1669-2019)

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

เพลงสาธุการ

เพลงสาธุการ

คาทอลิกสอนอะไร

แนะนำเว็บไซต์ดีดี


สมณองค์กรยุวธรรมทูตประเทศไทย

ดาวน์โหลดคู่มือสอน

download คู่มือสอนศีลมหาสนิทฉบับปรับปรุง
Download คู่มือเรียนศีลมหาสนิท ฉบับปรับปรุง

เกี่ยวกับพระศาสนจักร

ประวัติศาสตร์พระศาสนจักรคาทอลิก
คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก
ประมาลกฏหมายพระศาสนจักรคาทอลิก

เว็บไซต์เพื่องานคำสอน

คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อคริสตศาสนธรรม ประเทศไทย
ศูนย์คริสตศาสนธรรมอัครสังฆมณฑลกรุงเทพ
Facebook ศูนย์คำสอนสังฆมณฑลเชียงใหม่
www.kamsonchan.comนิตยสารคำสอนต่างประทเศ