ศูนย์คริสตศาสนธรรมสังฆมณฑลราชบุรี
CATECHETICAL CENTER OF RATCHABURI DIOCESE

เปิดห้องคำสอนกับพระคุณเจ้าวีระ อาภรณ์รัตน์

ข้อคิดวันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม 2011
(กิจการฯ 2:42-7; 1 เปโตร 1:3-9; ยอห์น 20:19-31)
"ชีวิตใหม่กับความหวัง"
ชีวิตใหม่กับความหวัง

1. วันนี้เป็นวันอาทิตย์ที่สองในเทศกาลปัสกา
2. บทอ่านที่หนึ่งในวันนี้มาจากหนังสือกิจการอัครสาวก(กจ.2:42-47) ซึ่งพูดถึงการดำเนินชีวิตของคริสตชนในยุคแรก ที่เกิดขึ้นจากการที่ทุกคนได้มีประสบการณ์ถึงการกลับฟื้นคืนชีพอย่างรุ่งโรจน์ของพระเยซูเจ้า
3. บรรดาผู้เชื่อได้ให้การต้อนรับคำสั่งสอนของเปโตร ซึ่งทรงเป็นพระสันตะปาปาพระองค์แรกของเรา พวกเขาพากันเข้ารับศีลล้างบาปเพื่อจะได้เข้าร่วมส่วนในพระกายทิพย์ของพระเยซูเจ้า มีความเต็มอกเต็มใจที่จะดำเนินชีวิตที่แยกแยะออกเป็น 4 ประเด็นด้วยกันคือ

(1) มาประชุมกันอย่างสม่ำเสมอเพื่อเรียนฟังคำสั่งสอนของบรรดาอัครสาวก(มาเรียนคำสอน) ซึ่งเป็นคำสอนที่พระเยซูเจ้าได้ทรงสอนบรรดาอัครสาวกไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว
(2) ดำเนินชีวิตร่วมกันฉันพี่น้อง พวกเขาแสดงความเชื่อในพระเยซูเจ้าด้วยการดำเนินชีวิตหมู่คณะ มีกิจกรรมต่างร่วมกัน เช่น การสวดภาวนา การร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ชีวิตของพวกเขาเป็นประจักษ์พยานถึงการทำงานของพระจิตเจ้าที่ทรงประทับอยู่กับพวกเขา
(3) เข้าร่วมพิธีปิขนมปัง ซึ่งปัจจุบันก็คือ การร่วมพิธิมิสซาฯนั้นเอง
(4) พวกเขาอุทิศตนเพื่อการอธิษฐาน ซึ่งในยุคที่พระศาสนจักรกำลังก่อตั้งนั้น บทภาวนาที่ทุกคนรู้จัก เช่น บทข้าแต่พระบิดาฯ และบทสดุดี หลังจากนั้นก็มีบทภาวนาอื่นๆติดตามมา

4. จากเรื่องที่เรารับรู้มาแล้วนี้ ทำให้เราทราบว่าบรรดาผู้นำของพระศาสนจักรในยุคเริ่มแรกนั้นมีความคาดหวังอย่างไรต่อผู้เชื่อ ซึ่งเมื่อพิจารณาดูแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับผู้นำของพระศาสนจักรในยุคปัจจุบัน

5. ในยุคนั้น เราได้เห็นบทบาทของพระจิตเจ้าที่ทรงนำและค้ำจุนพระศาสนจักรที่กำลังตั้งต้น โดยให้บรรดาอัครสาวกทำปาฏิหาริย์และเครื่องหมายอัศจรรย์เป็นจำนวนมาก(กจ.3:43) ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เราพอที่จะเห็นเหตุผลที่เป็นเช่นนี้ใน 3 ประการด้วยกัน คือ

(1) ก่อนอื่นหมด สิ่งที่เหนือธรรมชาติต่างๆเกิดขึ้นเพื่อทำให้ประชาชนเข้ามาหาบรรดาอัครสาวก
(2) ประการที่สอง เป็นการยืนยันว่าบรรดาอัครสาวกเป็นข้ารับใช้ขององค์พระผู้เป็นเจ้าเที่ยงแท้แต่ผู้เดียว
(3) ประการทีสามเพื่อยืนยันว่าพระศาสนจักรที่เกิดขึ้นนี้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า

6. กล่าวโดยสรุป โดยอาศัยปาฏิหาริย์และอัศจรรย์เป็นการนำประชาชนให้เข้ามาหาบรรดาอัครสาวกซึ่งเป็นการเข้าสู่การเป็นสมาชิกของพระศาสนจักรของพระเยซูเจ้าโดยผ่านทางศีลล้างบาป

7. อีกเรื่องหนึ่งที่คริสตชนรุ่นแรกๆได้กระทำก็คือ การที่พวกเขาพากันขายทรัพย์สินของตนแล้วนำมารวมกันเป็นกองกลางแจกจ่ายให้กับสมาชิกที่ขาดแคลน(กจ.2:44-45) ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าบรรดาผู้ศรัทธาเชื่อว่าพระเยซูเจ้าจะเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่งในไม่ช้า ดังนั้นสิ่งของต่างๆที่ตนมีจึงไม่มีประโยชน์อะไร บางคนเชื่อจนกระทั่งไม่ทำการทำงานอะไร เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องจนกระทั่งนักบุญเปาโลต้องมาแก้ไขความคิดผิดๆนี้ โดยการเทศน์สอนเรื่องของการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซูเจ้า

8. คำเทศน์ของนักบุญเปาโลมีดังนี้ “พี่น้องทั้งหลาย เรื่องการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา และเรื่องการชุมนุมของเราเพื่อพบกับพระองค์นั้น เราวอนขอท่านอย่ารีบด่วนหวั่นไหวหรือตกใจไม่ว่าเพราะคำพยากรณ์ที่อ้างว่ามาจากพระจิตเจ้า หรือเพราะคำพูดหรือจดหมายที่อ้างว่ามาจากเรา ประหนึ่งว่าวันขององค์พระผู้เป็นเจ้ามาถึงแล้ว อย่าให้ใครหลอกลวงท่านโดยวิธีใดเลย วันนั้นจะยังมาไม่ถึงจนกว่าจะเกิดการกบฏและมนุษย์ชั่วร้ายจะปรากฏตัวมารับความพินาศ” (2ธส.2:1-3)

9. ดังนั้นในวันนี้ เรามารวมตัวกันที่วัดซึ่งเป็นพระวิหารของพระจิตเจ้า เหมือนกับบรรดาคริสตชนในสมัยดั่งเดิมนั้น เรามาสวดภาวนาด้วยกัน ร่วมพิธีมิสซาฯพร้อมหน้ากัน พูดคุยกัน ช่วยเหลือกัน นี้แหละคือวิถีชีวิตของเราคริสตชน

บทอ่านที่สอง
10. บทอ่านที่สองในวันนี้เป็นบทจดหมายฉบับที่หนึ่งของนักบุญเปโตร ยืนยันถึงคำสอนของท่านในฐานะพระสันตะปาปาองค์แรกที่ได้ส่งไปถึงชาวเอเชียน้อยเพื่ออธิบายถึงชีวิตใหม่ที่เราได้รับมาโดยผ่านทางศีลล้างบาป จุดประสงค์ของเรื่องนี้ก็คือปลุกไฟแห่งความศรัทธาในหมู่ผู้เชื่อเพื่อให้พวกเขาเกิดชื่นชมยินดีในความรอดและชีวิตใหม่ที่ได้รับจากพระเจ้า

11. โดยผ่านทางศีลล้างบาป เราคริสตชนได้เข้าร่วมส่วนในความตายของพระเยซูเจ้าเพื่อเราจะได้มีส่วนร่วมในชีวิตของพระองค์ การล้างบาปในองค์พระเยซูคริสตเจ้า ทำให้เราได้นำตัวเองเข้าสู่ความตายของพระองค์(รม.6:3) เราได้ถูกฝังพร้อมกับพระองค์ และท้ายสุดเราจะได้กลับคืนชีพเช่นเดียวกับพระองค์ “ถ้าเรารวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ในการสิ้นพระชนม์ เราก็รวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ในการกลับคืนชีพด้วยเช่นกัน” (รม.6:5)

12. ในการเกิดใหม่ฝ่ายจิตของเรานั้นทำให้เราเข้าไปร่วมส่วนในพระกายทิพย์ของพระเยซูเจ้า เป็นการเอาชีวิตของเราไปผูกติดอยู่กับชีวิตของพระองค์ เรารับพระจิตเจ้า เป็นตราประทับ เป็นประกันของมรดกที่พระเจ้าจะประทานให้ (อฟ.1:13-14; 2คร.1:22, 5:5) มรดกของคริสตชนไม่ใช่สิ่งของของโลกนี้ แต่ความหวังของเราคือเมืองสวรรค์(คส.1:5)

13. เราจะต้องทำอย่างไรเพื่อจะได้รับมรดกที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ ตามความเชื่อของเรา “พระเจ้าจะทรงปกป้องเราไว้ด้วยอานุภาพของพระองค์ให้เรามีความเชื่อจนกว่าจะประทานความรอดพ้น”(เทียบ 1ปต.1:5) พระเจ้าจะทรงปกป้องเรา  “พระบุตรของพระเจ้าทรงปรากฏเพื่อทำลายงานของปีศาจ” (1ยน.3:8) และทรงส่งพระจิตเจ้ามาประทับอยู่กับเราเพื่อเราจะได้ติดตาม และประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์

14. ถ้าเราต้องมีความทุกข์หรือการทดลองต่างๆ เราจะต้องไม่กลัวเพราะเรารู้ว่าความทุกข์ยากเพียงเล็กน้อยในโลกนี้เทียบไม่ได้กับรางวัลอันยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าทรงสัญญาจะมอบให้แก่เราในภายหน้า ระหว่างความสุขชั่วคราวกับความสุขนิรันดรนั้น เปรียบเทียบราคากันไม่ได้เลย ดังนั้นขอให้เรารอคอยด้วยความหวัง และด้วยความชื่นชมยินดี

15. ทำไมพระเจ้าจึงให้เราต้องประสบกับความทุกข์ต่างๆด้วย การที่พระเจ้าอนุญาตให้เราต้องมีความทุกข์ทรมานนั้นเป็นการทดสอบเราแต่ละคน การที่เรามีประสบการณ์แห่งความทุกข์เป็นการทดสอบความเชื่อแท้ของเรา เราได้เลียนแบบของพระเจ้าผู้ทนทุกข์ทรมานได้หรือไม่ เราได้ทำให้ความทุกข์ยากลำบากของเราเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระองค์หรือไม่ เราได้เข้าใจหัวอกของคนที่ต้องทนทุกข์หรือไม่ เราสามารถถวายพระเกียรติพระเจ้าได้ในทุกกรณีของชีวิต “ความเชื่อที่ไม่มีการกระทำก็ย่อมตายแล้วฉันนั้น” (ยก.2:26) และ “เราเป็นผลงานของพระองค์ ถูกสร้างมาในพระคริสตเยซูเพื่อให้ประกอบกิจการดี ซึ่งพระเจ้าทรงกำหนดล่วงหน้าให้เราปฏิบัติ” (อฟ.2:10)

16. นักบุญเปาโลสอนชาวเอเฟซัสว่า “ท่านได้รับความรอดพ้นเพราะพระหรรษทานอาศัยความเชื่อ ความรอดพ้นนี้มิได้มาจากท่าน แต่เป็นของประทานจากพระเจ้า” (อฟ.2:8) ซึ่งคำสอนนี้สะท้อนคำพูดของนักบุญเปโตรในวันนี้ว่า “ท่านจึงชื่นชมยินดีสุดที่จะพรรณนา เพราะท่านกำลังจะได้รับจุดมุ่งหมายของความเชื่อ คือ ความรอดพ้นของวิญญาณอยู่แล้ว” (1ปต. 1:9) คำสอนนี้แสดงถึงความรักอันยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าประทานให้แก่เรา แม้ว่าเราจะมองไม่เห็นพระเจ้า แต่พระเจ้าทรงรักเราและเราก็รักพระเจ้า แม้เราจะมองไม่เห็นพระองค์ แต่เราก็เชื่อในพระองค์ เรารักและเชื่อได้อย่างแน่ใจโดยผ่านทางองค์พระเยซูเจ้าผู้ที่ได้วางแบบฉบับและเป็นหลักประกันไว้ให้กับเราแล้ว

พระวรสาร
17. พระวรสารในวันนี้เป็นของนักบุญยอห์น ซึ่งพูดถึงเหตุการณ์ที่พระเยซูเจ้าได้ทรงกระทำหลังจากที่ได้สิ้นพระชนม์และกลับคืนชีพแล้ว โดยเริ่มจากค่ำคืนที่พระเยซูเจ้าทรงกลับคืนชีพจากความตาย แล้วเสด็จมาประทับอยู่ท่านกลางสานุศิษย์ที่ชุมนุมกันอยู่ในห้องชั้นบนที่ล็อคประตูไว้อย่างแน่นหนา ข้อสังเกตในการปรากฏตัวของพระองค์ก็คือวันนี้เป็นวันเดียวกับที่พระองค์ทรงกลับฟื้นคืนชีพ เป็นวันที่ต้นของสัปดาห์ซึ่งเราทำการฉลองวันอาทิตย์ปาสกา(ยน. 20:19)

18. ถ้าเราจำได้เมื่อพระเยซูปรากฏพระองค์แก่มารีย์ชาวมักดาราที่อุโมงฝังพระศพนั้นในเช้าของการกลับคืนชีพนั้น พระองค์ตรัสกับเธอว่า “อย่าหน่วงเหนี่ยวเราไว้เลย เพราะเรายังไม่ได้ขึ้นไปเฝ้าพระบิดา” (ยน.20:17) เช่นเดียวกัน การปรากฏพระองค์ให้กับสานุศิษย์ในเย็นวันเดียวกันนั้น พระองค์ทรงเป่าลมเหนือเขา “จงรับพระจิตเจ้าเถิด” (ยน.20:22) นี้เป็นการกระทำให้พระสัญญาสำเร็จไป(ยน. 7:39) จากบทอ่านนี้เป็นการพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับพระเจ้า 3 ประการ คือ

(1) การกลับคืนชีพ
(2) การเสด็จขึ้นสู่สวรรค์
(3) การประทานพระจิตเจ้าให้แก่บรรดาอัครสาวก

19. พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เราเฉลิมฉลองเหตุวันปัสกาและวันพระจิตเจ้าเสด็จลงมาคนละอาทิตย์กัน แต่ความจริงแล้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นในวันเดียวกันแต่ต่างกัน 24 ชั่วโมง

20. หลังจากที่พระเยซูเจ้าตรัสว่า “สันติสุขจงสถิตอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด” พระองค์ทรงเป่าลมเหนือพวกเขาทั้งหลายตรัสว่า “จงรับพระจิตเจ้า” (ยน.20:21-22) นักบุญยอห์นใช้คำภาษากรีกที่เป็นคำเดียวกับคำที่ใช้ในหนังสือปฐมกาล ตอนที่พระเจ้าทรงเป่าลมเข้าไปในมนุษย์แล้วก็มีชีวิต(ปฐก.2:7) เช่นเดียวกัน การกระทำของพระเยซูเจ้าต่อบรรดาอัครสาวกเป็นการแสดงให้เห็นว่าพวกเขา(และพวกเราด้วย)กลับกลายเป็น “สิ่งสร้างใหม่” ของพระเจ้า เราได้รับพระจิตของพระเจ้าในตัวของเราทุกคน

21. อีกเหตุการณ์หนึ่งคือการที่พระเยซูเจ้าทรงแสดงหลักฐานเป็นรอบแผลที่มือและสีข้างของพระองค์ให้สานุศิษย์ได้เห็นนั้น พระคัมภีร์ได้พูดถึงศิษย์คนหนึ่งชื่อโทมัสที่กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า “ถ้าข้าพเจ้าไม่ได้เห็นรอยตะปูที่พระหัตถ์และไม่ได้เอานิ้วแยงเข้าไปที่รอยตะปู และไม่ได้เอามือคลำที่ด้านข้างพระวรกายของพระองค์ ข้าพเจ้าจะไม่เชื่อเป็นอันขาด”(ยน. 20:25) นี้เป็นการเปิดเผยให้เราทราบอย่างแน่ชัดถึงความเพียรทนของพระเยซูเจ้าที่จะแสดงความรักของพระองค์ให้มนุษย์รู้ (เรื่องพระเจ้าจะมีคนที่เชื่อและไม่เชื่อ เราไม่ต้องไปกังวลใจ)

22. เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสว่า “พระบิดาทรงส่งเรามาฉันใด เราก็ส่งท่านทั้งหลายไปฉันนั้น” (ยน.20:21) นี้เป็นพระบัญชาของพระองค์ที่มอบให้กับสานุศิษย์ซึ่งก็หมายถึงเราทุกคนด้วย ให้สืบทอดงานการไถ่บาปมนุษย์ของพระองค์ให้แก่มวลมนุษย์

23. เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสว่า “ท่านทั้งหลายอภัยบาปของผู้ใด บาปของผู้นั้นก็ได้รับการอภัย ท่านทั้งหลายไม่อภัยบาปของผู้ใด บาปของผู้นั้นก็ไม่ได้รับการอภัยด้วย”(ยน.20:23) คำพูดของพระเยซูเจ้านี้เป็นคำพูดศักดิ์สิทธิ์ เป็นการที่พระเยซูเจ้าทรงตั้งศีลอภัยบาป ทรงมอบอำนาจให้แก่บรรดาอัครสาวกและผู้สืบทอดตำแหน่ง ตามธรรมประเพณีของคาทอลิก

24. ในตอนสุดท้ายของพระวรสารในวันนี้ พระเยซูเจ้าตรัสกับโทมัสว่า “ท่านเชื่อเพราะได้เห็นเรา ผู้ที่เชื่อแม้ไม่ได้เห็นก็เป็นสุข” (ยน.20:29) คำพูดนี้ยืนยันถึงอัศจรรย์ เครื่องหมายต่างๆ การบำบัดรักษาโรค

25. บทสรุปถึงชีวิตของพระเยซูเจ้าก็คือไม่ว่าพระองค์เสด็จไปที่ใด พระองค์ก็ทรงกระทำแต่ความดีที่นั้น พระเยซูเจ้าทรงกระทำเครื่องหมายอัศจรรย์หลายประการต่อหน้าบรรดาสานุศิษย์แต่ไม่ได้มีการบันทึกไว้ในพระคัมภีร์(ยน.20:30) เรื่องราวที่ถูกบันทึกไว้เพื่อให้เราเชื่อว่าพระเยซูเจ้าเป็นพระคริสตเจ้า พระบุตรของพระเจ้า และเมื่อมีความเชื่อแล้ว ท่านทั้งหลายก็จะมีชีวิตเดชะพระนามของพระองค์”(ยน. 20:30) เนื่องเพราะพระนามของพระเยซูเจ้า จึงทำให้เรามีประสบการณ์กับชีวิตใหม่ ซึ่งนำความหวังมาให้เรา เป็นความหวังที่จะไม่ทำให้เราต้องผิดหวัง

ข่าว-ประชาสัมพันธ์

อบรมครูคาทอลิกสังฆมณฑลราชบุรี ประจำปีการศึกษา 2569/2026
อบรมครูคาทอลิกสังฆมณฑลราชบุรี ประจำปีการศึกษา 2569/2026 วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม 2569 ศูนย์คริสตศาสนธรรม สังฆมณฑลราชบุรี ได้จัดการอบรมครูคาทอลิก...
อบรมครูคำสอนสังฆมณฑลราชบุรี ประจำปีการศึกษา 2569 หัวข้อ “12 อัศจรรย์ของพระเยซูเจ้า”
อบรมครูคำสอนสังฆมณฑลราชบุรี ประจำปีการศึกษา 2569 หัวข้อ “12 อัศจรรย์ของพระเยซูเจ้า” วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน 2569...
พิธีบูชาขอบพระคุณโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์และปิดการอบรม ค่ายคำสอนภาคฤดูร้อนสังฆมลฑลราชบุรี ครั้งที่ 52
🙏พิธีบูชาขอบพระคุณโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์และปิดการอบรม ค่ายคำสอนภาคฤดูร้อนสังฆมลฑลราชบุรี ครั้งที่ 52 วันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2026 ณ วัดน้อยสามเณราลัยแม่พระนิรมล...

พระวาจานำชีวิต

ไม่กดคนอื่นเพื่อให้ตัวเองดูดี
การเป็นคนเก่งนั้นดี แต่การเป็นคนดีที่เก่งด้วยก็ดีกว่า ให้พระวาจาพระเจ้าเตือนใจเรา แม้จะเก่งหรือมีความสามารถมากแค่ไหน อย่ากดคนอื่นเพื่อให้ตัวเองดูดี...
พลังของคำพูด
พลังของคำพูด จะพูดให้ดีก็ได้ พูดให้ร้ายก็ได้ คำพูดดีสร้างมิตร คำพูดไม่คิดสร้างความแตกแยก...
คนเกรี้ยวกราด คนใจร้อน
พระวาจาพระเจ้าเตือนสอนคนเกรี้ยวกราด คนใจร้อนไว้ว่าอย่างไร แวะมาอ่านกัน สดด. 4:4...

Youcat-คำสอนเยาวชน

Youcat 43 โลกเป็นผลผลิตของความบังเอิญหรือ ?
โลกเป็นผลผลิตของความบังเอิญหรือ ? ท่ามกลางข่าวภัยพิบัติทางธรรมชาติและความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เราเห็นอยู่ทุกวันบางทีเราอาจต้องกลับมาถามคำถามพื้นฐานอีกครั้งว่า...โลกที่เราอาศัยอยู่นี้เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญจริงหรือ? YOUCAT 43...
Youcat 452 พระบัญญัติประการที่แปด อย่าเป็นพยานเท็จใส่ร้ายเพื่อนมนุษย์เรียกร้องอะไรจากเรา ?
พระบัญญัติประการที่แปด อย่าเป็นพยานเท็จใส่ร้ายเพื่อนมนุษย์เรียกร้องอะไรจากเรา ? YOUCAT 452...
Youcat 121  “พระศาสนจักร” หมายถึงอะไร ?
“พระศาสนจักร” หมายถึงอะไร ?คำว่า พระศาสนจักร ในภาษากรีกคือ...

คู่มือแนะแนวการสอนคำสอน ค.ศ.2020

DC281 การล้วงเอาความจริงในหัวใจของพี่น้องของตนออกมา “ความปรารถนาอิสรภาพที่แท้จริง... คือหน้าที่ของพระศาสนจักรซึ่งพระศาสนจักรไม่อาจละทิ้งได้”
เรือนจำ โดยทั่วไปถือว่าเป็นสถานที่เส้นเขตแดน เป็นดินแดนแห่งพันธกิจที่แท้จริงสำหรับการประกาศข่าวดี แต่ยังเป็นห้องปฏิบัติการแนวเขตแดนสำหรับการดำเนินการอภิบาลที่คาดการณ์แนวทางการดำเนินการของพระศาสนจักร ด้วยสายตาแห่งความเชื่อเป็นไปได้ที่จะมองเห็นพระเจ้าในการทำงานท่ามกลางผู้ต้องขัง...
DC280 พระศาสนจักรตระหนักว่า“การกีดกันอันเลวร้ายซึ่งบรรดาคนยากจนต้องทนทุกข์ทรมานนั้น คือการไม่ได้รับความใส่ใจในด้านฝ่ายจิต”
ยิ่งกว่านั้น พระศาสนจักรตระหนักว่า“การกีดกันอันเลวร้ายซึ่งบรรดาคนยากจนต้องทนทุกข์ทรมานนั้น คือการไม่ได้รับความใส่ใจในด้านฝ่ายจิต” ดังนั้น “การเลือกอยู่ข้างผู้ยากไร้...
DC279 พระศาสนจักรต้องตื่นตัวอยู่เสมอและพร้อมที่จะวินิจฉัยงานใหม่ ๆ แห่งเมตตาจิต
โดยที่บุคคลชายขอบหมายถึงผู้ที่ใกล้กับหรือผู้ที่ตกอยู่ในความเป็นชายขอบแล้ว ผู้ลี้ภัยจะถูกนับให้อยู่ท่ามกลางคนยากจนคนเร่ร่อน คนไม่มีที่อยู่อาศัย ผู้ป่วยเรื้อรังคนติดยาเสพติด ผู้ต้องขัง...

เนื้อหาและบทเรียน

คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก

หนังสือคำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก(CCC)

คู่มือแนะแนวการสอนคำสอน (ค.ศ. 2020)

คู่มือแนะแนวการสอนคำสอน (ค.ศ. 2020)

เรียนคำสอนกับพ่อวัชศิลป์

พระคัมภีร์ กับ คุณพ่อกฤษฏา

Download พิธีศีลศักดิ์สิทธิ์สำหรับเด็กและเยาวชน

Download พิธีโปรดศีลศักดิ์สิทธิ์

สถิติการเยี่ยมชม

3.png1.png3.png4.png1.png4.png1.png
วันนี้2247
เมื่อวานนี้13166
สัปดาห์นี้2247
เดือนนี้159818
ทั้งหมด3134141

ขณะนี้มีผู้เยี่ยมชม

17
Online

วันจันทร์, 14 กันยายน 2569 04:33