ตามรอยเท้านักบุญ | 4 พฤศจิกายน
นักบุญชาร์ลส์ บอร์โรเมโอ (Saint Charles Borromeo)
พระสังฆราชผู้ฟื้นฟูพระศาสนจักร และผู้ส่งเสริมการสอนคำสอน I ค.ศ. 1538–1584
“การฟื้นฟูพระศาสนจักร เริ่มต้นจากการฟื้นฟูหัวใจของผู้คน ด้วยความเชื่อ ความสุภาพถ่อมตน และความรัก”

ประวัติของท่าน
นักบุญชาร์ลส์ บอร์โรเมโอ เกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ. 1538 ณ ปราสาทอาโรนา ริมทะเลสาบมาจโจเร ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ท่านเป็นบุตรของเคานต์จิแบร์โต บอร์โรเมโอ และมาร์เกริตา เด เมดิชี ซึ่งเป็นน้องสาวของสมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 4
ท่านเติบโตในตระกูลขุนนางผู้มั่งคั่ง ได้รับการศึกษาอย่างดี และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านกฎหมายพระศาสนจักรและกฎหมายบ้านเมืองจากมหาวิทยาลัยปาเวีย เมื่อ ค.ศ. 1559
เมื่อพระมาตุลาของท่านได้รับเลือกเป็นสมเด็จพระสันตะปาปาปีโอที่ 4 ชาร์ลส์ได้รับเรียกตัวไปทำงานที่กรุงโรม และได้รับแต่งตั้งเป็นพระคาร์ดินัลตั้งแต่อายุเพียง 22 ปี พร้อมรับผิดชอบงานสำคัญในการบริหารพระศาสนจักร แม้จะมีตำแหน่งสูงและโอกาสใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบาย แต่ท่านกลับเลือกอุทิศชีวิตให้กับการฟื้นฟูพระศาสนจักรอย่างจริงจัง
ท่านมีบทบาทสำคัญในการดำเนินงานช่วงสุดท้ายของสภาสังคายนาแห่งเมืองเทรนต์ (Council of Trent) และมีส่วนในการเตรียมงานจัดทำหนังสือคำสอนโรมัน (Roman Catechism) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการถ่ายทอดความเชื่อคาทอลิก
ต่อมาเมื่อดำรงตำแหน่งพระอัครสังฆราชแห่งมิลาน ท่านได้ทุ่มเทชีวิตให้กับการปฏิรูปพระศาสนจักร ทั้งการอบรมพระสงฆ์ การก่อตั้งสามเณราลัย การส่งเสริมการสอนคำสอน และการดูแลประชาชน โดยเฉพาะผู้ยากไร้และผู้เจ็บป่วย
คติพจน์ประจำตระกูลของท่านคือ “Humilitas” หมายถึง “ความสุภาพถ่อมตน” ซึ่งสะท้อนแนวทางการดำเนินชีวิตและการรับใช้ของท่านอย่างชัดเจน
นักบุญชาร์ลส์ถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 1584 ขณะมีอายุ 46 ปี และได้รับการประกาศเป็นนักบุญโดยสมเด็จพระสันตะปาปาเปาโลที่ 5 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1610
เรื่องราวที่น่าจดจำ
1. พระสังฆราชผู้เชื่อว่าการฟื้นฟูพระศาสนจักรต้องเริ่มจากการสร้างคน
หลังสภาสังคายนาแห่งเมืองเทรนต์ นักบุญชาร์ลส์ตระหนักว่าการฟื้นฟูพระศาสนจักรไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการออกกฎระเบียบเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเริ่มต้นจากการอบรมผู้ที่จะเป็นผู้อภิบาลและผู้ถ่ายทอดความเชื่อท่านจึงให้ความสำคัญกับการก่อตั้งสามเณราลัย เพื่อเตรียมผู้สมัครเป็นพระสงฆ์ให้มีทั้งความรู้ด้านพระคัมภีร์และเทววิทยา ระเบียบวินัย และชีวิตฝ่ายจิตที่มั่นคง
ท่านยังส่งเสริมการจัดระบบงานอภิบาลและการศึกษาความเชื่อ เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง สำหรับนักบุญชาร์ลส์ การปฏิรูปที่แท้จริงไม่ได้เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายนอกเท่านั้น แต่ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงหัวใจของผู้ที่รับใช้พระเจ้า
2. พระสังฆราชผู้ลงมือสอนคำสอนด้วยตนเอง
แม้จะต้องรับผิดชอบงานบริหารอัครสังฆมณฑลมิลานที่กว้างใหญ่ แต่นักบุญชาร์ลส์ไม่เคยมองข้ามความสำคัญของการสอนคำสอน ท่านสนับสนุนสมาคมสอนคำสอน (Confraternity of Christian Doctrine) และส่งเสริมให้ฆราวาสเข้ามามีส่วนร่วมในการถ่ายทอดความเชื่อ โดยเฉพาะการสอนเด็ก ๆ และการเตรียมผู้เรียนให้พร้อมรับศีลศักดิ์สิทธิ์ ท่านไม่ได้เพียงสนับสนุนงานสอนคำสอนจากตำแหน่งผู้บริหาร แต่ยังลงมือสอนและพบปะประชาชนด้วยตนเอง สำหรับท่าน การสอนคำสอนไม่ใช่เพียงการให้ความรู้ทางศาสนา แต่เป็นการช่วยให้ผู้คนรู้จักพระเยซูคริสตเจ้า เข้าใจความเชื่อ และนำพระวรสารไปดำเนินชีวิต ชีวิตของท่านจึงเป็นแบบอย่างสำคัญของผู้ที่ตระหนักว่า การสอนคำสอนเป็นพันธกิจของพระศาสนจักรทั้งมวล
3. พระสังฆราชที่ไม่ทอดทิ้งประชาชนในยามโรคระบาด
ใน ค.ศ. 1576–1577 เมืองมิลานเผชิญกับโรคระบาดร้ายแรง ผู้คนจำนวนมากเจ็บป่วยและเสียชีวิต ขณะที่ผู้มีฐานะและผู้มีอำนาจบางส่วนเดินทางออกจากเมืองเพื่อหลีกเลี่ยงอันตราย แต่นักบุญชาร์ลส์เลือกอยู่เคียงข้างประชาชน ท่านจัดการช่วยเหลือผู้ป่วยและผู้ยากไร้ จัดหาอาหารและสิ่งจำเป็น ส่งเสริมการภาวนา และออกเยี่ยมเยียนผู้เจ็บป่วยตามสถานที่ต่าง ๆ ท่านนำทรัพย์สินส่วนตัวและทรัพยากรของพระศาสนจักรมาใช้เพื่อบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชน แม้ต้องเผชิญกับภาระและความยากลำบากมากมาย ในช่วงเวลาที่ผู้คนเต็มไปด้วยความกลัว นักบุญชาร์ลส์แสดงให้เห็นว่า ผู้อภิบาลที่แท้จริงไม่ใช่ผู้ที่อยู่ห่างไกลจากความทุกข์ของประชาชน แต่เป็นผู้ที่พร้อมอยู่เคียงข้างพวกเขา
ความรักของท่านไม่ได้ปรากฏเพียงในคำเทศน์สอน แต่ปรากฏผ่านการกระทำและการเสียสละอย่างเป็นรูปธรรม
คำสอนที่สำคัญ
1. ความสุภาพถ่อมตนคือหัวใจของการรับใช้
แม้จะเกิดในตระกูลขุนนางและได้รับตำแหน่งสำคัญตั้งแต่อายุยังน้อย แต่นักบุญชาร์ลส์เลือกดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย และใช้ความสามารถของตนเพื่อประโยชน์ของพระศาสนจักร ชีวิตของท่านเตือนเราว่า ตำแหน่งและความรับผิดชอบไม่ใช่เครื่องหมายของความยิ่งใหญ่ แต่เป็นโอกาสในการรับใช้พระเจ้าและเพื่อนมนุษย์
2. การสอนคำสอนคือการช่วยให้ความเชื่อเติบโตในชีวิต
นักบุญชาร์ลส์ให้ความสำคัญกับการอบรมความเชื่อ เพราะท่านตระหนักว่า คริสตชนจำเป็นต้องรู้จักพระคริสตเจ้าและเข้าใจคำสอนของพระศาสนจักร เพื่อจะสามารถดำเนินชีวิตตามพระวรสารได้ การสอนคำสอนจึงไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดเนื้อหา แต่เป็นการร่วมเดินทางกับผู้เรียน เพื่อช่วยให้พวกเขาเติบโตในความเชื่อและความสัมพันธ์กับพระเจ้า
3. ความเชื่อที่แท้จริงต้องนำไปสู่การรับใช้
ในช่วงโรคระบาด นักบุญชาร์ลส์ไม่ได้เพียงเรียกร้องให้ผู้อื่นแสดงความเมตตา แต่ท่านลงมือช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากด้วยตนเอง ท่านแสดงให้เห็นว่า การประกาศพระวรสารจะมีพลังมากยิ่งขึ้น เมื่อผู้ประกาศดำเนินชีวิตเป็นพยานถึงความรักของพระคริสตเจ้า
บทสรุป
ชีชีวิตของนักบุญชาร์ลส์ บอร์โรเมโอ เตือนเราว่า การฟื้นฟูพระศาสนจักรไม่ได้เริ่มต้นจากอาคารที่ยิ่งใหญ่ กฎระเบียบ หรือโครงสร้างที่สมบูรณ์แบบเท่านั้น แต่เริ่มต้นจากหัวใจของผู้คนที่ได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยความเชื่อ ท่านใช้ความรู้เพื่ออบรมผู้รับใช้พระเจ้า ใช้ความสามารถเพื่อส่งเสริมการสอนคำสอน และใช้ชีวิตของตนเองเพื่ออยู่เคียงข้างประชาชนในยามทุกข์ยาก
“การสอนความเชื่อช่วยให้ผู้คนรู้จักพระเจ้า แต่ชีวิตแห่งความรักทำให้พวกเขามองเห็นพระองค์”