:::การพัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนเอกชนคาทอลิกสังกัดสังฆมณฑลในทศวรรษหน้า::::

ขั้นตอนการวิจัย PDF พิมพ์ อีเมล

ขั้นตอนการวิจัย
          ในการวิจัยครั้งนี้กำหนดขั้นตอนการวิจัยออกเป็น 8 ขั้นตอน ดังนี้
           ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาข้อมูล  ทบทวนสภาพบริบทสังคมไทย ด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง เทคโนโลยี ที่จะส่งผลต่อการจัดศึกษาในอนาคต โดยศึกษาจากเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการศึกษาในอนาคต ซึ่งเกี่ยวกับการศึกษาในภาพรวมและการศึกษาคาทอลิก
ในอนาคต
 
           ขั้นตอนที่ 2 ตรวจสอบกรอบความคิดในการวิจัย โดยจัดทำสัมมนากลุ่มผู้ให้ข้อมูล เกี่ยวกับการศึกษาคาทอลิกในอนาคต ภายใต้บริบทแห่งความเปลี่ยนแปลง โดยการจัดทำกลุ่มสัมมนา (Focus Group) กลุ่มผู้ให้ข้อมูลจำนวน 10 ท่าน ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาโดยผู้วิจัยได้จัดทำการสนทนากลุ่ม (Focus Group) จากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญจำนวน 10 ท่าน เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2548 ณ ห้องประชุม 2 โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ สาธรใต้ กรุงเทพฯ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญได้พิจารณากรอบความคิดในการวิจัย และรวมแสดงความคิดเห็นในบริบทด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เทคโนโลยีสารสนเทศ ในอนาคตที่ส่งผลต่อการพัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนเอกชนคาทอลิกสังกัดสังฆมณฑลในทศวรรษหน้า 

            ผู้วิจัยได้นำผลที่ได้จากทำสนทนากลุ่มมาวิเคราะห์ และส่งกลับไปยังผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหาอีกครั้ง

          ขั้นตอนที่ 3 EDFR รอบ 1 เป็นการสัมภาษณ์แบบ EFR โดยนำข้อมูลที่ได้จากการทำสัมมนากลุ่มผู้ให้ข้อมูล นำมาจัด ทำกรอบการสัมภาษณ์ และนำไปสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ และผู้วิจัยได้ส่งหัวข้อการสัมภาษณ์ไปยังผู้เชี่ยวชาญก่อนที่จะเดินทางไปสัมภาษณ์ ในการสัมภาษณ์แบบ EFR (Ethnographic Futures Research)  เป็นการสัมภาษณ์แบบเปิดและไม่ชี้นำ (Non-Directive Open Ended) ทั้งอนาคตภาพด้านที่ดี (Optimistic-Realistic), อนาคตภาพด้านที่ไม่ดี (Pessimistic-Realistic) และอนาคตที่คาดว่ามีโอกาสที่จะเกิดขึ้นจริงหรือ ที่พึงประสงค์ และ ไม่พึงประสงค์ ตามลำดับ โดยผู้วิจัยดำเนินการสัมภาษณ์ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจำนวน 29 ท่าน ด้วยตนเอง พร้อมทั้งบันทึก วีดีโอ เทปบันทึกเสียง ระยะเวลาในการสัมภาษณ์ตั้งแต่ 1-3 ชั่วโมง ใช้เวลาในการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ตั้งแต่เดือน มกราคม - พฤษภาคม 2549 

          ขั้นตอนที่ 4 วิเคราะห์/ สังเคราะห์ข้อมูล นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ ซึ่งเป็นเทคนิคการสร้างเครื่องมือโดยเทคนิค เดลฟาย (Delphi) โดย วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ ด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) โดยผู้วิจัยใช้กรอบความคิดบริบทของประเทศไทย (Context) ประกอบด้วย บริบททางด้านเศรษฐกิจ บริบททางด้านสังคม บริบททางด้านการเมือง และบริบททางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ทฤษฎีระบบ อันประกอบด้วย ตัวป้อน (Input) กระบวนการ (Process) ผลผลิต (Output) และกระบวนการบริหารของ Robbins ประกอบด้วย การวางแผน การจัดองค์การ การนำ และการควบคุม เป็นกรอบในการวิเคราะห์

          ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด ทำการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ความคิดที่เหมือน และแตกต่าง ด้วยการจัดระเบียบข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ ที่อยู่ในประเภทเดียวกันเข้าด้วยกัน จัดข้อมูลที่ได้จากการจำแนกตามตามความคิดของทฤษฎีระบบ และทฤษฎีกระบวนการบริหารของ Robbins (1998) โดยที่ผู้วิจัยพยายามรักษาคำพูดของผู้ให้สัมภาษณ์ไว้ให้มากที่สุด

           ขั้นตอนที่ 5 สร้างแบบสอบถาม นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญที่ได้ทำการวิเคราะห์เนื้อหา สร้างเป็นข้อคำถามมาตราประเมินค่าแบบลิเคิท (Likert Scale) ตั้งแต่ 1 - 5 คือ จากน้อยที่สุด ไปถึง มากที่สุด แทนค่าเป็นตัวเลขจาก 1, 2, 3, 4 และ 5 ตามลำดับ ข้อคำถามจากการสัมภาษณ์จำนวน 210 ข้อ จำแนกได้ดังนี้
       5.1  แนวโน้มบริบทด้านเศรษฐกิจในทศวรรษหน้า จำนวน 30 ข้อ
       5.2  แนวโน้มบริบทด้านสังคมในทศวรรษหน้า จำนวน 27 ข้อ
       5.3  แนวโน้มบริบทด้านการเมืองในทศวรรษหน้า จำนวน 25 ข้อ
       5.4  แนวโน้มบริบทด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในทศวรรษหน้า จำนวน 19 ข้อ
       5.5  แนวโน้มด้านการวางแผนของโรงเรียนคาทอลิกสังกัดสังฆมณฑลในทศวรรษหน้า จำนวน 40 ข้อ
       5.6  แนวโน้มด้านการจัดองค์กรของโรงเรียนคาทอลิกสังกัดสังฆมณฑลในทศวรรษหน้า จำนวน 27 ข้อ
       5.7  แนวโน้มด้านการนำของโรงเรียนคาทอลิกสังกัดสังฆมณฑลในทศวรรษหน้า จำนวน 22 ข้อ
       5.8 แนวโน้มด้านการควบคุมของโรงเรียนคาทอลิกสังกัดสังฆมณฑลในทศวรรษหน้า จำนวน 20 ข้อ

          ขั้นตอนที่ 6 ทำ EDFR รอบที่ 2 และ 3 ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านจะได้รับรู้ข้อมูลป้อนกลับเชิงสถิติ (Statistical Feedbacks) เป็นของกลุ่มโดยส่วนรวมโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows หาค่าร้อยละ ค่ามัธยฐาน (Median) และค่าพิสัยระหว่าง ควอไทล์ (Interquartile Range) ของกลุ่มผนวกด้วยคำตอบเดิมของตนเอง แล้วขอให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านพิจารณาให้คำตอบใหม่ หรือ เป็นการยืนยันคำตอบเดิมที่ได้ให้ไว้ในรอบแรก
        EDFR รอบที่ 2 ผู้วิจัยได้นำแบบสอบถามไปสอบถามผู้เชี่ยวชาญจำนวน 118 ท่าน ตามเกณฑ์การคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจำแนกเป็นกลุ่มได้ดังนี้
        6.1  กลุ่มผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูล ประกอบด้วยผู้บริหารโรงเรียนของสังฆมณฑลในประเทศไทย 
ตารางที่ 3  กลุ่มผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูล      6.2  กลุ่มผู้เชี่ยวชาญการศึกษาคาทอลิก จำนวน 28 ท่าน
     6.3  กลุ่มผู้เชี่ยวชาญการศึกษาภาครัฐ จำนวน 9 ท่าน

           รวมผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 118 ท่าน โดยผู้วิจัยได้นำแบบสอบถามไปพบด้วยตนเอง และ
ส่งทางไปรษณีย์ ระหว่างวันที่ 22 มิถุนายน - 31 สิงหาคม 2550 ในรอบ 2 ผู้วิจัยได้รับแบบสอบถาม
ส่งคืนมาจำนวน 89 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 75.42

            ผู้วิจัยได้นำแบบสอบถามทั้ง 89 ฉบับมาวิเคราะห์ ค่าร้อยละ ค่ามัธยฐาน (Median) และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ (Interquartile Range) โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows และคำนวณหาค่าความแตกต่างระหว่างควอไทล์ที่ 1 กับควอไทล์ที่ 3 ค่าพิสัยระหว่าง ควอไทล์ที่คำนวณได้ของแนวโน้นใดที่มีค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับ 1.50 แสดงว่าความคิดเห็นของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญสอดคล้องกัน (Consensus) ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ของแนวโน้นใดมีค่ามากกว่า 1.50 แสดงว่า ความคิดเห็นของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญนั้นไม่สอดคล้องกัน

             หลังจากวิเคราะห์แบบสอบถามตามเกณฑ์ที่กำหนด และสร้างแบบสอบถามชุดที่ 2 โดยนำแบบสอบถามชุดดังกล่าวได้แสดงค่าสถิติได้แก่ ค่ามัธยฐาน (Median) และค่าพิสัยระหว่าง ควอไทล์ (Interquartile Range) พร้อมกับคำตอบเดิมของผู้เชี่ยวชาญ โดยผู้วิจัยนำแบบสอบถามไปพบผู้เชี่ยวชาญด้วยตนเอง และส่งทางไปรษณีย์ ระหว่างวันที่ 2 พฤศจิกายน 2550 - 31 มกราคม 2551 ในครั้งนี้ผู้วิจัยได้รับแบบสอบถามกลับมา จำนวน 100 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 84.75

            ขั้นตอนที่ 7 วิเคราะห์เพื่อหาแนวโน้มที่เป็นไปได้มากที่สุด มาก และมีความสอดคล้องทางความคิดเห็นระหว่างกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (Consensus) เพื่อสรุปเป็นภาพอนาคตการพัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนเอกชนคาทอลิกสังกัดสังฆมณฑลในทศวรรษหน้า

           ขั้นตอนที่ 8 จัดทำสัมมนากลุ่มเพื่อนำเสนอผลของการวิจัย เพื่อทำการนำเสนอการพัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนเอกชนคาทอลิกสังกัดสังฆมณฑลในทศวรรษหน้า ต่อกลุ่มผู้บริหารการศึกษาคาทอลิก เพื่อแสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะผลการวิจัย