:::การพัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนเอกชนคาทอลิกสังกัดสังฆมณฑลในทศวรรษหน้า::::

ภาวะปัจจุบันด้านการเมือง การปกครองของประเทศไทย PDF พิมพ์ อีเมล

ภาวะปัจจุบันด้านการเมือง การปกครองของประเทศไทย
          การเมือง การปกครอง ของประเทศไทยอยู่ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การพัฒนาทางด้านการเมือง การปกครองของประเทศไทยได้พัฒนาเป็นลำดับ การพัฒนาทางการเมืองที่ผ่านมาเป็นแรงผลักดันจากกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 โดยมุ่งเน้นให้โอกาสแก่ประชาชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการปกครอง การตรวจสอบการใช้อำนาจ รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างของสถาบันทางการเมืองให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพมากขึ้น กระแสความเป็นประชาธิปไตยซึ่งทำให้ประชาชน
ตระหนักถึงความรับผิดชอบทางการเมือง การปกครองมากขึ้น ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ทำให้เกิด ส่วนราชการที่เกิดขึ้นภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง สำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ทั้งนี้เพื่อเป็นการให้ข้อมูล คำปรึกษา สนับสนุน ตรวจสอบ การบริหารราชการแผ่นดินให้โปร่งใส และตรวจสอบได้ (Good Governance)

         ปัจจุบันภายใต้การดำเนินงานตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ที่เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2545 ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรใหม่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 และแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย (พ.ศ. 2546-2550) รวมทั้งพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชนมากขึ้น

           ภายใต้การนำของพันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินการปรับปรุง
ระบบบริหารราชการแผ่นดิน โดยกำหนดแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย (พ.ศ. 2546-
2550) ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

            การกำหนด วิสัยทัศน์ของการพัฒนาระบบราชการไทย ดังนี้ “พัฒนาระบบราชการไทยให้มีความเป็นเลิศ สามารถรองรับกับการพัฒนาประเทศในยุคโลกาภิวัตน์ โดยยึดหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีและประโยชน์สุขของประชาชน”

           สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากการกำหนดวิสัยทัศน์ดังกล่าว ทำให้เกิด การปรับเปลี่ยนกระบวนการและวิธีการทำงาน การปรับปรุงโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน การบริหารเชิงบูรณาการ โดยกำหนดแผนยุทธศาสตร์ การรื้อปรับระบบการเงินและการงบประมาณ โดยการถ่ายโอนอำนาจการตัดสินใจ และเพิ่มความคล่องตัวให้แก่หน่วยงานปฏิบัติ  การสร้างระบบบริหารงานบุคคลและค่าตอบแทนใหม่ โดยยึดหลักการจ่ายค่าตอบแทนตามผลงาน การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ วัฒนธรรมและค่านิยม ให้เอื้อต่อการพัฒนาระบบราชการ การเสริมสร้างระบบราชการให้ทันสมัย โดยการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

           ภาพที่ปรากฏค่อนข้างชัดเจนคือ การปรับเปลี่ยนการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ หรือ CEO (Chief Executive Officer) ผู้ว่า CEO ซึ่งมีอำนาจในการบริหารงานเสมือนเป็นนายกรัฐมนตรีของจังหวัด และคณะผู้บริหารจังหวัดเปรียบเหมือนคณะรัฐมนตรีของจังหวัด โดยได้ทำการทดลองการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวกับ 5 จังหวัด กล่าวคือ จังหวัดลำปาง จังหวัดชัยนาท จังหวัดศรีสะเกษ จังหวัดภูเก็ต และจังหวัดนราธิวาส เปรียบเทียบกับ จังหวัดที่มิได้ใช้การบริหารจัดการแบบผู้ว่า CEO พบว่า จังหวัดที่บริหารงานโดยผู้ว่า CEO มีประสิทธิผลของการดำเนินงานและได้รับความพึงพอใจจากประชาชนสูงกว่าจังหวัดที่เปรียบเทียบ (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2547 ก, หน้า 69)

         ด้านการกระจายอำนาจบริหารราชการสู่ท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถ่ายโอนอำนาจของกระทรวงศึกษาธิการ (2546) โดยมีพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 และกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กำหนดให้มีการแบ่งส่วนราชการในส่วนกลางของกระทรวงศึกษาธิการในมาตรา 10 ดังนี้ สำนักงานรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวง สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา ซึ่งในแต่ละสำนักงานประกอบด้วยผู้แทนองค์กรต่าง ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเข้าร่วมในการจัดการศึกษา ในมาตรา 33 ระบุให้การบริหารและการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ยึดเขตพื้นที่การศึกษา มาตรา 36 ในแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา ให้มีคณะกรรมการและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแล จัดตั้ง ยุบ รวบ หรือเลิกสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตพื้นที่การศึกษา ประสาน ส่งเสริม และสนับสนุนสถานศึกษาเอกชนในเขตพื้นที่การศึกษา ประสานและส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้สามารถจัดการศึกษาสอดคล้องกับนโยบายและมาตรฐานการศึกษา คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา ประกอบด้วย ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรเอกชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนสมาคม ผู้ประกอบวิชาชีพครู ผู้แทนสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพบริหารการศึกษา ผู้แทนสมาคมผู้ปกครองและครู และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม

          จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้เห็นได้ว่า การกระจายอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินสู่ท้องถิ่น เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากที่สุด ในการบริหารโดยผ่านทางผู้แทนต่าง ๆ และการมีส่วนร่วมรับผิดชอบทางการบริหารจัดการ การปกครอง ทำให้ประชาชนเกิดความสำนึกสาธารณะ สำนึกรับผิดชอบต่อสังคมที่ตนสังกัด ซึ่งเป็นการสอดรับกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2549) ที่กล่าวถึงการสร้างระบบบริหารจัดการที่ดีให้เกิดขึ้นในทุกภาคส่วนของสังคม ซึ่งมีความสำคัญสูงสุด เน้นการปฏิรูปให้เกิดกลไกการบริหารจัดการที่ดี ทั้งในภาคการเมือง ภาคราชการ ภาคเอกชน และภาคประชาชน บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการพัฒนาประเทศที่มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส ให้มีความรับผิดชอบ สามารถตรวจสอบได้ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญและเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีให้สังคมไทย พร้อมรับกระแสการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น โดยการปรับระบบบริหารจัดการภาครัฐให้มีประสิทธิภาพและโปร่งใส โดยปรับโครงสร้าง ลดขนาด และปรับบทบาทให้สอดคล้องระบบราชการแนวใหม่ มีระบบข้อมูลที่น่าเชื่อถือ มีเอกภาพ และเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกัน มีระบบการทำงานที่ลดความซ้ำซ้อน ระบบงบประมาณเป็นแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์การกระจายภารกิจและความรับผิดชอบให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างโปร่งใส โดยเตรียมความพร้อมและปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ควบคู่กับการเปิดโอกาสมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคประชาสังคม การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ ทั้งในภาคการเมือง ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดยสร้างจิตสำนึกประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบและต่อต้านการทุจริตประพฤติมิชอบ การพัฒนาและเสริมสร้างกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลทุกภาคส่วนในสังคม โดยสนับสนุนองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และสนับสนุนบทบาทสื่อในการตรวจสอบนักการเมืองและข้าราชการ เพื่อระบบการเมืองที่โปร่งใส สร้างจิตสำนึกของข้าราชการ นักธุรกิจ และประชาชนให้มีความรับผิดชอบต่อสาธารณะ เป็นต้น

          ผลการดำเนินงานที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ทำการประเมินผลที่สำคัญ ได้แก่ การปรับบทบาทและโครงสร้างส่วนราชการใหม่ โดยใช้วิธีการจัดกลุ่มภารกิจที่มีความเชื่อมโยงกันให้ชัดเจนและแยกภารกิจการกำหนดยุทธศาสตร์ออกจากการปฏิบัติ ซึ่งมีผลทำให้โครงสร้างราชการจากเดิมที่มี 14 กระทรวงเพิ่มเป็น 20 กระทรวงในปัจจุบัน การกำหนดกลไกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างสมดุลในการกำกับดูแล โดยจัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) ซึ่งได้จัดทำยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการขึ้นเพื่อใช้เป็นกรอบการปฏิบัติของส่วนราชการ การออกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 เพื่อให้การปฏิบัติงานของส่วนราชการตอบสนองต่อการพัฒนาประเทศและให้บริการแก่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การกำหนดระบบความรับผิดชอบและผู้รับผิดชอบต่อผลงานให้ชัดเจน โดยการจัดทำข้อตกลงการทำงานในระดับต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่างบประมาณที่หน่วยงานได้รับจัดสรรจะถูกนำไปใช้ดำเนินการให้บรรลุผลต่อประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ การปรับระบบบริหารภาครัฐแนวใหม่ที่มุ่งผลสัมฤทธิ์และการปรับเปลี่ยนระบบงบประมาณเป็นแบบมุ่งเน้นผลงาน ซึ่งให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนกลยุทธ์ของหน่วยงาน ที่มีการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมายการดำเนินงาน รวมทั้งตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรมชัดเจน และมีการติดตามประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ และการใช้ระบบบริหารแบบ CEO ซึ่งให้การบริหารงานของผู้ว่าราชการจังหวัด และเอกอัครราชาฑูตไทยในต่างประเทศทั้งหมดเป็นผู้บริหารสูงสุด (CEO) และใช้การบริหารแบบบูรณาการตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2546

            นอกจากนี้หลายหน่วยงานได้ดำเนินการปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบปฏิบัติให้สามารถ
เอื้อประโยชน์ในการปฏิบัติได้อย่างคล่องตัวและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ได้แก่ พระราชบัญญัติระเบียบ
บริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 การเร่งรัดผลักดันกฎหมายการศึกษา พระราชบัญญัติ
ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 เป็นต้น

            การกระจายภารกิจและความรับผิดชอบให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างโปร่งใส ได้มีการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่ การถ่ายโอนภารกิจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 158 ภารกิจ จากเป้าหมาย 245 ภารกิจ คิดเป็นร้อยละ 64.5 ของเป้าหมาย การกระจายอำนาจการคลังให้กับท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ อาทิ การยกร่าง พระราชบัญญัติบรรษัทเงินทุนเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น พ.ศ. 2542 การโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของกองทุนหมู่บ้านผ่านระบบ ธกส. การถ่ายโอนภารกิจการดูแลผู้สูงอายุของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การกระจายอำนาจการจัดการศึกษาให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยได้โอนงบประมาณด้านอาหารเสริม (นม) และโครงการอาหารกลางวันให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วร้อยละ 30 ของงบประมาณที่ต้องใช้ทั้งสิ้น ซึ่งในปี พ.ศ. 2546 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนในพื้นที่ทั่วประเทศในระดับก่อนประถมศึกษา-มัธยมศึกษาได้จำนวน 732,265 คน เป็นต้น

             งานวิจัยของ นวลน้อย  ตรีรัตน์, สมคิด เลิศไพฑูรย์, โชติชัย เจริญงาม, ศิวรักษ์ ศิวารมย์, ภิญโญ ตันพิทยคุปต์, ตระกูล มีชัย และนพนันท์ วรรณเทพสกุล (2544, บทคัดย่อ) พบว่า แม้ว่าจะได้มีการกำหนดกรอบกติกาและวิธีการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดำเนินงานของท้องถิ่นไว้ในรัฐธรรมนูญ กฎหมาย กฎระเบียบ หรือ ประกาศ ที่มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายไว้หลายช่องทาง แต่ในความเป็นจริงระดับการมีส่วนร่วมดังกล่าวยังอยู่ในระดับที่ต่ำ โดยการมีส่วนร่วมยังค่อนข้างจำกัดอยู่ในเรื่องการรับรู้ข่าวสารข้อมูลเป็นหลัก การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเชิงนโยบาย หรือการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบลยังมีระดับค่อนข้างต่ำ ซึ่งมีสาเหตุจาก ความสัมพันธ์ระหว่างองค์การบริหารส่วนตำบลและชุมชนค่อนข้างห่างเหิน โดยมีแนวโน้มว่าองค์การบริหารส่วนตำบลจำนวนหนึ่งกำลังพัฒนาตนเองเข้าสู่การเป็นระบบราชการมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อความสัมพันธ์ต่อประชาชนที่จะเลวร้ายลง ความสัมพันธ์ระหว่างองค์การบริหารส่วนตำบลกับกลุ่มนักการเมืองท้องถิ่น หรือระดับชาติมีค่อนข้างสูง โดยความสัมพันธ์นี้อาศัยความเป็นเครือญาติ เพื่อนฝูง และหัวคะแนน ความสัมพันธ์ระหว่างองค์การบริหารส่วนตำบลและนักธุรกิจค่อนข้างสูง อยู่ในลักษณะพึ่งพา และแบ่งปันผลประโยชน์ และ ความสัมพันธ์ระห่างองค์การบริหารส่วนตำบล และกลุ่มข้าราชการ เนื่องจากรัฐยังยึดถือบทบาทในการกำกับดูแลและการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบล จึงพบว่าอิทธิพลของข้าราชการต่อองค์การบริหารส่วนตำบลยังคงอยู่ในระดับสูง ความสัมพันธ์ดังกล่าวก่อให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่โปร่งใสของการดำเนินงานของท้องถิ่น ปัญหาการทุจริต คอรัปชั่น และระบบอุปถัมภ์ยังก่อให้เกิดการไม่กล้าเข้าไปตรวจสอบ หรือร้องเรียนแม้ว่าจะพบพฤติกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
 
            ในขณะเดียวกันประชาชนได้ให้ความสำคัญกับการเมืองมากขึ้น เห็นได้จากสถิติการร้องเรียนเรื่องการบริหารงานขององค์การบริหารส่วนตำบล ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าวสารราชการ (สขร) สำนักนายกรัฐมนตรี (2548) ได้ทำการรวบรวมเมื่อ 2547 มีเรื่องร้องเรียน 214 ครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประชาชนได้มีการตรวจสอบการทำงานขององค์การส่วนท้องถิ่นในการบริหารงานราชการแผ่นดิน นอกจากนั้นประชาชนยังมีส่วนร่วมในการบริหารราชการแผ่นดินในลักษณะของการให้ข้อมูล การตรวจสอบการทำงานผ่านผู้ตรวจราชการแผ่นดิน
โดยในปี พ.ศ. 2547 มีเรื่องร้องเรียนเข้ามายังสำนักผู้ตรวจราชการแผ่นดิน จำนวน 2,259 เรื่อง เมื่อเปรียบเทียบกับปี พ.ศ. 2546 มีเรื่องร้องเรียน 2,283 เรื่อง ข้อมูลทางสถิติเหล่านี้สะท้อนให้ทราบว่า ประชาชนได้รับรู้เรื่องการบริหารจัดการราชการแผ่นดิน และมีความสำนึกต่อสังคมมากขึ้น และมีการติดตามการทำงานของข้าราชการมาเป็นลำดับ ซึ่งเป็นเครื่องหมายถึงการพัฒนาทางด้านจิตสำนึกการเมือง การปกครองของประเทศ ทำให้เกิดการตรวจสอบ ความโปร่งใสในการทำงานของข้าราชการ

             อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญและถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นปัญหาเสมอ คือ เรื่องของการคอรัปชั่นในระบบราชการไทย ผาสุก พงษ์ไพจิตร, สังศิต พิริยะรังสรรค์, นวลน้อย ตรีรัตน์ และสักกรินทร์ นิยมศิลป์ (2542, บทคัดย่อ) ได้วิจัยเรื่อง การคอรัปชั่นในระบบราชการไทย พบว่า การรั่วไหลเงินรายได้รัฐอันเกิดจากปัญหาการคอรัปชั่น นักธุรกิจโกงภาษีโดยการปลอมแปลงเอกสาร การแสดงข้อมูลหลักฐานเท็จ เป็นการกระทำในลักษณะขบวนการเป็นวงจรซับซ้อนเพื่อให้ตรวจสอบได้ยาก มีเจ้าหน้าที่รัฐบาลบางส่วนรู้เห็นเป็นใจ เจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์ เพราะขาดประสบการณ์เกี่ยวกับพฤติกรรมทุจริตของนักธุรกิจ ร้อยละ 63 ของนักธุรกิจในกลุ่มตัวอย่างมีประสบการณ์จ่ายเงินใต้โต๊ะ ให้กับหน่วยงานของรัฐ หน่วยราชการระดับกรมที่นักธุรกิจ กลุ่มตัวอย่างเห็นว่าการคอรัปชั่นมากที่สุด 5 หน่วยงานแรก คือ กรมศุลกากร กรมตำรวจ กรมสรรพากร กรมที่ดิน และกรุงเทพมหานคร พรศักดิ์ ผ่องแผ้ว และคณะ (2543, บทคัดย่อ) ได้วิจัย เรื่อง ดัชนีวัดคอรัปชั่น: การสร้างและการตรวจสอบความเชื่อถือได้ พบว่า ตัวแปรที่มีผลต่อ
คอรัปชั่น ได้แก่
 1. การผูกขาดอำนาจ
 2.  การใช้ดุลพินิจ ซึ่งจำแนกออกเป็น
       2.1  การใช้ดุลพินิจมาก และ
       2.2  การทำงานเป็นคณะน้อย
 3.  การตรวจสอบ
       3.1  การมีระบบตรวจสอบ
       3.2  การมีกระบวนการตรวจสอบ
 4.  ความโปร่งใส
      4.1  ให้คุณให้โทษโปร่งใส
      4.2  โครงสร้างงานโปร่งใส
      4.3  การให้ค่าตอบแทนโปร่งใส
      4.4  การมีส่วนร่วมของประชาชน

             ตัวแปร 2 กลุ่มแรกเป็นตัวแปรเชิงบวกที่ทำให้เกิดการคอรัปชั่น กล่าวคือ เมื่อมีอัตราการผูกขาดอำนาจสูง มีการใช้ดุลพินิจในการปฏิบัติหน้าที่ราชการสูง จะทำให้อัตราการคอรัปชั่นในหน่วยงานสูง ส่วนอีก 2 กลุ่มตัวแปรที่เหลือมีอิทธิพลต่อการคอรัปชั่นในทางตรงกันข้าม กล่าวคือ เมื่อมีอัตราการตรวจสอบได้สูง และมีอัตราความโปร่งใสสูง จะมีอัตราคอรัปชั่นต่ำ

              ผาสุก พงษ์ไพจิตร และคณะ (2542, บทคัดย่อ) วิจัยเรื่อง ธุรกิจ รัฐและคอรัปชั่น พบว่า การร่วมมือกันระหว่างข้าราชการกับนักธุรกิจ ระหว่างข้าราชการ นักธุรกิจ และนักการเมือง เพื่อการคอรัปชั่นมีอยู่จริง พบในทุกโครงการที่ศึกษา ส่งผลเสียหายร้ายแรงต่องบประมาณและสังคม โดยมีอัตราการรั่วไหลของเงินโครงการสู่ข้าราชการและนักการเมืองในอัตราร้อยละ 10-20 ของงบประมาณโครงการรวม การร่วมมือกันมีหลายแบบตั้งแต่การร่วมก่อตั้งบริษัทเพื่อประมูลโครงการจากรัฐไปจนถึงการลงขันเพื่อซื้อตำแหน่งสำคัญในหน่วยงานของราชการแล้วผ่อนจ่ายจากเงินค่าคอมมิชชั่นโครงการ เป็นต้น

              การพัฒนาด้านการเมืองการปกครอง ของประเทศไทย ค่อย ๆ พัฒนาการเป็นลำดับ แม้ว่าจะมีวิกฤติของการคอรัปชั่น ความไม่โปร่งใสในการทำงานของภาครัฐ แต่ก็เกิดองค์การที่ทำการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจระหว่างรัฐกับประชาชนเพิ่มมากขึ้น ข้อมูลข่าวสารที่ส่งถึงกันได้อย่างรวดเร็วทำให้การคอรัปชั่นดำเนินเป็นไปได้ยากขึ้นเป็นลำดับ ในขณะเดียวกันพัฒนาการของการคอรัปชั่นก็ซับซ้อนขึ้นด้วยเช่นกัน แต่ประชาชนที่มีการศึกษาเข้าใจถึงระบบการเมืองการปกครอง มากขึ้นทำให้เกิดการตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา ผ่านทางองค์การต่าง ๆ ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อทำให้การเมืองการปกครอง โปร่งใส ซื่อสัตย์ ยุติธรรม การที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและสามารถมีส่วนร่วมในการตรวจสอบเช่นนี้ ทำให้การปกครอง การเมือง ของประเทศมีธรรมาภิบาลและพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ