:::การพัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนเอกชนคาทอลิกสังกัดสังฆมณฑลในทศวรรษหน้า::::

ภาวะปัจจุบันด้านสังคมของประเทศไทย PDF พิมพ์ อีเมล
ภาวะปัจจุบันด้านสังคมของประเทศไทย
         เกื้อ วงศ์บุญสิน, สุวาณี สุรเสียงสังข์, จินตนา เพชรานนท์, ปรียา มิตรานนท์ และกิตติ ลิ่มสกุล (2546, หน้า ค-ช) ได้ทำการคาดประมาณประชากรของประเทศไทย (พ.ศ. 2543-2568) พบว่า เมื่อปี พ.ศ. 2543 ประเทศไทยมีประชากรประมาณ 62.24 ล้านคน การคาดการณ์จำนวนประชากรในปี พ.ศ. 2568 ประชากรจะเป็น 72.29 ล้านคน ข้อมูลที่เราพบ กล่าวคือ สัดส่วนประชากรวัยเด็กลดลงร้อยละ 24.65ในปี พ.ศ. 2543 เป็นร้อยละ 17.95 ในปี พ.ศ. 2568 สัดส่วนของประชากรวัยแรงงานลดลงจากร้อยละ 65.92 ในปี พ.ศ. 2543 เป็นร้อยละ 62.05 ในปี พ.ศ. 2568 สำหรับสัดส่วนของประชากรวัยสูงอายุนั้นพบว่าเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 9.43 ในปี พ.ศ. 2543เป็นร้อยละ 19.99 ในปี พ.ศ. 2568 พิจารณาอัตราส่วนการพึ่งพิงพบว่า อัตราส่วนลดลงจากร้อยละ 51.70 ในปี พ.ศ. 2543 เหลือร้อยละ 49.07 ในปี พ.ศ. 2552 หลังจากนั้นจึงเพิ่มขึ้นโดยลำดับ โดยเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 61.15 ในปี พ.ศ. 2568 กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ประชากรวัยแรงงานที่เคยมีประมาณ 1.93 คนต่อประชากรวัยพึ่งพิง 1 คน ในปี พ.ศ. 2543 จะลดลงเหลือประมาณ 1.64 คนต่อประชากรวัยพึ่งพิง 1 คน ในปี พ.ศ. 2568 หากภาวะเจริญพันธุ์ยังลดลงต่อไปอีก จะส่งผลให้สัดส่วนของประชากรวัยสูงอายุและอัตราสวนการพึ่งพิงเพิ่มขึ้น ในขณะที่ประชากรวัยแรงงานมีสัดส่วนลดลง

          ลักษณะดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม เพราะงบประมาณต้องถูกจัดสรรเพื่อการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น การเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุจึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณา รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้โดยมีการร่างพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับการคุ้มครอง การส่งเสริมและการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ เช่น การบริการทางการแพทย์ การจัดที่พักอาศัย การสงเคราะห์เบี้ยยังชีพ เป็นต้น ผลสืบเนื่องจากการคาดการณ์ของดังกล่าวทำให้พบว่า (เกื้อ วงศ์บุญสิน, สุวาณี สุรเสียงสังข์, จินตนา เพชรานนท์, ปรียา มิตรานนท์ และกิตติ ลิ่มสกุล, 2546, หน้า 52) แรงงานไทยซึ่งกว่าร้อยละ 66 จบชั้นประถมศึกษาและต่ำกว่า ซึ่งสอดคล้องกับ คณะกรรมการการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2547 ก, หน้า 45)ได้สรุปข้อมูลประเทศไทย ปี พ.ศ. 2547 ซึ่งระบุว่าประชากรวัยแรงงานยังคงมีการศึกษาอยู่ในระดับประถมและต่ำกว่าถึงร้อยละ 64.4 ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญหากประเทศต้องการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกอย่างยั่งยืน ประเทศไทยต้องเร่งยกระดับการศึกษาของประชากรวัยแรงงานให้สูงขึ้น หากไม่ได้รับการพัฒนาการศึกษา ทักษะ เพิ่มขึ้นก็น่าจะส่งผลให้มีการว่างงาน หรือ ทำงานในขั้นต่ำเพิ่มขึ้น แนวโน้มดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการประกันสังคมและการประกันชราภาพ รวมทั้งงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการรักษาและการฟื้นฟูภายหลัง
การเจ็บป่วยของประชากรวัยสูงอายุ

         แนวโน้มดังกล่าวทำให้ภาครัฐสามารถเน้นที่คุณภาพการศึกษาเพิ่มขึ้น การเน้นคุณภาพการศึกษาก็สามารถเน้นในระดับอุดมศึกษาด้วยเช่นกัน เพราะประชากรวัยเรียนมีจำนวนลดน้อยลง การเน้นคุณภาพการศึกษาจึงเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากปัญหาจุดอ่อนด้านทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทยมีความลึกซึ้งกว่าที่จะแก้ด้วยแนวทางการยกระดับอัตราการเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลายตามลำพัง การยกระดับคุณภาพการศึกษายังคงเป็นแนวทางที่ประเทศไทยต้องหาทางแก้ไขอย่างจริงจังต่อไปเพิ่มเติมจากการแก้ปัญหาในเชิงปริมาณ  เนื่องจากคุณภาพของแรงงานเป็นฐานพลังอำนาจที่สำคัญอย่างมากส่วนหนึ่งของประเทศ

         การขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการไหลบ่าของวัฒนธรรมข้ามชาติ ประกอบกับวัฒนธรรมของประเทศไทยที่เปิดรับสิ่งต่าง ๆ ได้โดยง่าย ส่งผลกระทบต่อสังคมเป็นอย่างมาก จากการรายงานสถานการณ์ทางสังคม (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2547 ค, หน้า 13-14) พบว่า ผลจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีความซับซ้อนและเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีการอพยพแรงงานเข้าสู่เมืองใหญ่ สังคมไทยซึ่งแต่เดิมเป็นสังคมชนบท มีความเอื้ออาทรต่อกันมีแนวโน้มเป็นสังคมเมืองมากขึ้น โครงสร้างและรูปแบบของครอบครัว ซึ่งเคยเป็นครอบครัวขยายกลายเป็นครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น ขนาดของครอบครัวเริ่มเล็กลง ครอบครัวไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเหมาะสม สถาบันครอบครัวซึ่งเคยเป็นทุนทางสังคม มีระบบเครือญาติที่มีความผูกพันอย่างใกล้ชิด มีความเกื้อกูล เอื้ออาทร และการอบรม ขัดเกลาบุตรหลาน การปลูกฝังวัฒนธรรมและค่านิยมประเพณี กลับอ่อนแอลง ซึ่งมีผลต่อปฏิสัมพันธ์ทั้งภายในและภายนอกครอบครัวทั้งทางลบและทางบวก อันเนื่องมาจากปัญหาวิกฤติที่ครอบครัวเผชิญอยู่ ครอบครัวต้องเผชิญกับปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ สภาพดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลการสมรสและการหย่าร้างของประชากรทั้งประเทศ ชี้ให้เห็นว่า อัตราการจดทะเบียนสมรสที่ถูกต้องตามกฎหมายลดลงในขณะที่อัตราการหย่าร้างสูงขึ้น จากอัตราผู้ขอ จดทะเบียนสมรสในปี พ.ศ. 2539 เท่ากับ 28.47 คู่ต่อหนึ่งพันครัวเรือน ลดลงเหลือ 20.41 คู่ต่อหนึ่งพันครัวเรือนในปี พ.ศ. 2541 และ 16.8 คู่ต่อหนึ่งพันครัวเรือนในปี 2545 ในขณะที่อัตราการจดทะเบียนหย่าร้างในปี พ.ศ. 2539 เท่ากับ 3.70 คู่ต่อหนึ่งพันครัวเรือน เพิ่มขึ้นเป็น 4.25 คู่หนึ่งพันครัวเรือน ในปี พ.ศ. 2541 และเพิ่มเป็น 4.49 คู่หนึ่งพันครัวเรือนในปี พ.ศ. 2545 การหย่าร้างที่เพิ่มสูงขึ้นส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากทั้งหญิงและชายมีความอดทนต่อกันน้อยลง ซึ่งมาจากความเครียดในชีวิตประจำวันโดยความเครียดนั้นเกิดจากการเห็นความสำคัญของวัตถุมากกว่าจิตใจ

           เมื่อพิจารณาสถานการณ์ของวัยรุ่นในปัจจุบันพบว่า พฤติกรรมไม่เหมาะสมของวัยรุ่น สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของวัยรุ่นมีปรากฏให้เห็นอย่างหลากหลาย เช่น  พฤติกรรมความรุนแรง จากข้อมูลกองบัญชาการตำรวจนครบาล ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 25 ธันวาคม 2546 ระบุว่า มีเหตุนักเรียนตีกันทั้งหมด 247 ครั้ง การมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันเหมาะสม จากการสำรวจของสวนดุสิตโพล ร้อยละ 40 ของวัยรุ่นหญิงเคยเสียตัวในช่วงวัยเรียน และการสำรวจของสถาบันการวิจัยไทยและการศึกษาเพื่อพัฒนาระหว่างเดือน มกราคม-กุมภาพันธ์ 2547 ระบุว่า พฤติกรรมของวัยรุ่นของกรุงเทพมหานคร อายุ 15-25 ปี พบว่าส่วนใหญ่วัยรุ่นชาย อายุ 17-18 ปี  ร้อยละ 51 และหญิงร้อยละ 33 เคยมีเพศสัมพันธ์มาแล้ว ทั้งนี้ทัศนคติของวัยรุ่นในเรื่องเพศสัมพันธ์ส่วนใหญ่เห็นเป็นเรื่องปกติ การตั้งครรภ์นอกสมรส และ การทำแท้ง จากรายงานเครือข่ายผู้หญิงกับสุขภาพชี้ให้เห็นว่ามีการทำแท้งประมาณปีละ 300,000 ราย และทำด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากการทำแท้งส่วนใหญ่เป็นการทำที่ผิดกฎหมายจึงไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน รายงานการศึกษาในโรงพยาบาลเท่านั้นที่มีรายงานว่าแพทย์ต้องรักษาการตกเลือดจากการทำแท้งผิดกฎหมายซึ่งส่วนใหญ่เป็นหญิงกลุ่มอายุ 14-20 ปี และมีสถานภาพเป็นนักเรียนหรือนักศึกษา พฤติกรรมการเสพติด  จากรายงานการศึกษาวิจัยของคณะกรรมาธิการกิจการสตรีเยาวชน และผู้สูงอายุ วุฒิสภา เกี่ยวกับสถานการณ์และปัญหายาบ้าต่อเด็กและเยาวชนในประเทศไทยปี  2544  ระบุว่า ผู้เสพและผู้จำหน่ายยาเสพติดทั้งประเทศประมาณ  3  ล้านคน ในจำนวนนี้มีเด็กและเยาวชนใช้ยาบ้าจำนวน 663,287 คน โดยเฉลี่ยเด็กไทย 5 คน มีใช้ ยาบ้า 1 คน ซึ่งเป็นเด็กชายร้อยละ 90.5  อายุระหว่าง  15 - 16 ปี สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (2547 ค, หน้า 5-8) ได้รายงานภาวะทางสังคม ด้านเด็กและเยาวชนกระทำผิดมากขึ้น หากจำแนกตามฐานความผิด พบว่ามีปริมาณคดีที่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 3 ปี 2547 เปรียบเทียบกับช่วงเวลาที่ผ่านมา ปริมาณคดีความผิดเกี่ยวกับทรัพย์เพิ่มจาก 2,450 คดี เป็น 2,811 คดี และคดีความผิดเกี่ยวกับการทำร้ายชีวิต ร่างกาย และเพศเพิ่มขึ้นจาก 1,927 คดี เป็น 2,228 คดี หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.7 และ 15.6 ตามลำดับ ส่วนปริมาณคดีเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษเพิ่มขึ้นจากจำนวน 1,147 คดี เป็น 1,609 คดีหรือเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 40.3 และพบว่าอายุของผู้กระทำผิดอยู่ระหว่าง 15-18 ปี มากที่สุดร้อยละ 85 รองลงมาคือกลุ่มอายุ 13-15 ปี และเป็นนักเรียนมากที่สุดร้อยละ 34 ปี มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นร้อยละ 41 ประถมศึกษาร้อยละ 32

            จากการกระทำผิดของเด็กและเยาวชนที่เกิดขึ้นมาจากปัจจัยหลายด้าน กล่าวคือ อิทธิพลของกลุ่มเพื่อน สภาพครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์ สื่อมีส่วนกระตุ้นให้เด็กเลียนแบบความรุนแรง และความขาดแคลนหรือด้อยโอกาสในทางเศรษฐกิจ ดังนั้นแนวทางในการป้องกันควรเริ่มตั้งแต่ที่บ้าน โรงเรียน ชุมชน มากกว่าการปล่อยให้ทำผิดแล้วนำไปบำบัดฟื้นฟู

          ภาวะปัจจุบันด้านสังคมของประเทศไทย ทำให้เห็นแนวโน้มของปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ในด้านการพึ่งพึงของประชาชนผู้สูงอายุที่จะมีจำนวนมากขึ้น จำนวนเด็กและเยาวชนจะน้อยลง ในขณะที่ความต้องการแรงงานมีเพิ่มขึ้นจึงมีแนวโน้มการนำเข้าแรงงานต่างชาติ ครอบครัวไทยแตกแยกมากขึ้น และเยาวชนไทยตกอยู่ภายใต้วัฒนธรรมข้ามชาติ ปัญหาทางเพศ ยาเสพติด ความรุนแรงต่าง ๆ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น