Black Ribbon

www.kamsondeedee.com

สถิติการเยี่ยมชม

005119656
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
597
1463
10855
1867083
49135
59915
5119656
Your IP: 54.162.218.214
2017-09-22 11:35

Share this post

Submit to DeliciousSubmit to DiggSubmit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to StumbleuponSubmit to TechnoratiSubmit to TwitterSubmit to LinkedIn

บทที่ 1 ข้าพเจ้าเชื่อถึงพระเจ้า

จุดมุ่งหมาย   เพื่อเน้นและกระตุ้นความเชื่อของผู้เรียนถึงพระเจ้าพระเจ้าสูงสุด  และถวายนมัสการพระองค์แต่ผู้เดียว

ขั้นที่ 1  กิจกรรม

ครูนำสิ่งเหล่านี้มาแสดงให้เด็กดู  คือ  นาฬิกา  ปากกา  แว่นตา  รองเท้า  เสื้อผ้า  ฯลฯ

 ครูถามผู้เรียนว่า

นาฬิกามาจากไหน  ?  ใครเป็นคนทำ ?  เราเรียกคนทำว่าอย่างไร  ?

ปากกามาจากไหน  ?  ใครเป็นคนทำ  ?  เราเรียกคนทำปากกาว่าอย่างไร  ? 

 ( ครุถามต่อไปจนหมดสิ่งของที่นำมาแสดง )

ขั้นที่ 2   วิเคราะห์

ครูถามผู้เรียนว่า

นาฬิกา  ปากกา  แว่นตา  รองเท้า  เสื้อผ้า  ฯลฯ  เกิดขึ้นเองได้หรือไม่  ?

ทำนองเดียวกัน  สิ่งต่างๆในโลก  เช่น  แผ่นดิน  ทะเล  ท้องฟ้า  ดาว  อากาศ  น้ำ  สัตว์  ต้นไม้  ฯลฯ  เกิดขึ้นเองได้หรือไม่  ?  ทำไม  ?

ใครเป็นคนทำหรือสร้างสิ่งต่างๆในโลกขึ้นมา  ?  

สรุป          สิ่งต่างๆในโลกเกิดขึ้นเองไม่ได้  ต้องมีคนทำหรือสร้างมันขึ้นมา  เราเรียกคนทำหรือร้างสิ่งต่างๆว่าพระเจ้า

ขั้นที่ 3  คำสอน

  1. เราสามารถรู้จักพระเป็นเจ้าได้ด้วยสติปัญญาของเราเอง  โดยสังเกตจากสิ่งต่างๆในโลกจักรวาล  ซึ่งมีอยู่มากมายและลึกลับซับซ้อนเกินที่มนุษย์คนไหนจะสามารถทำหรือสร้างมันข นมาได้  ทั้งนี้รวมทั้งตัวมนุษย์เองด้วย  มนุษย์สามารถสร้างเครื่องยนต์กลไก  หรือสร้างหุ่นยนตร์มนุษย์ขึ้นมา  แต่มนุษย์ไม่สามารถสร้างมนุษย์จริงๆขึ้นมาได้   ผู้ที่สร้างได้นั้นต้องสูงกว่าและเลิศกว่ามนุษย์มากนัก  ผู้นั้นคือพระเป็นเจ้า
  2. เรายังสามารถรู้จักพระเป็นเจ้าได้จากพระคัมภีร์ซึ่งเป็นหนังสือศักดิ์สิทธิ์ที่บันทึกเรื่องราวของพระเป็นเจ้าผู้ทรงสร้างโลก  จักรวาล  สัตว์  ต้นไม้   และมนุษย์  พระคัมภีร์กล่าวว่า“ในปฐมกาลพระเจ้าทรงสร้างฟ้าและแผ่นดิน”  ว่า 

           วันที่  1   พระองค์ทรงสร้างความสว่าง  จงแยกความสว่างจากความมืด   ทีรงเรียกความสว่างว่า  “ วัน “  และ ทรงเรียกความมืดว่า “ คืน “  

           วันที่ 2   พระองค์ทรงแยกน้ำเบื้องบนกับเบื้องล่างออกจากกัน  โดยสร้างพื้นอากาศมาคั่นกลาง  ทรงเรียกพื้นอากาศนั้นว่า “ ฟ้า”

           วันที่ 3  พระองค์ทรงรวมน้ำเบื้องล่างมาไว้ในที่แห่งเดียวเรียกว่า  “ทะเล”  ให้มีที่แห้งเกิดขึ้นเรียกว่า “แผ่นดิน”  และทรงให้มีต้นไม้นานาพันธุ์เกิดขึ้นบนแผ่นดินนั้น

           วันที่ 4  พระองค์ทรงสร้างดวงอาทิตย์  ดวงจันทร์  และดาวต่างๆ บนฟ้า

           วันที่ 5  พระองค์ทรงสร้างปลาในทะเล  และนกในพื้นอากาศ

            วันที่ 6  พระองค์ทรงสร้างสัตว์ต่างๆ  บนแผ่นดิน  และสุดท้ายทรงสร้างมนุษย์ให้เป็นเจ้าปกครองดูแลสิ่งทั้งหลายที่พระองค์ทรงสร้างขึ้นมา

             วันที่ 7  พระองค์ทรงเสร็จสิ้นงานสร้างสิ่งต่างๆจึงทรงหยุดงานทุกอย่าง  และทรงกำหนดให้วันที่ 7  นี้เป็นวันศักดิ์สิทธิ์

  1. พระคัมภีร์ไม่หนังสือภูมิศาสตร์หรือประวัติศาสตร์  แต่เป็นหนังสือสอนสำหรับความจริง  โดยอาศัยภูมิปัญญาความรู้  ความเข้าใจของคนในยุคนั้  ซึ่งแตกต่างจากคนในยุคของเรา  แต่ความจริงก็ยังคงเป็นความจริงเดียวกันที่ไม่เปลี่ยนแปลง  คือ  “ข้าพเจ้าเชื่อถึงพระเป็นเจ้าแท้แต่องค์เดียว  คือพระผู้สร้างสรรพสิ่ง  ไม่มีพระเป็นเจ้าอื่นใดอีก  สิ่งต่างๆในธรรมชาติไม่ใช่พระเป็นเจ้า  พระเป็นเจ้าทรงอยู่ก่อนสิ่งใดๆทั้งหมด  และพระองค์คือพระเจ้าสูงสุด”  เราจึงต้องนมัสการพระเป็นเจ้าสูงสุดแต่องค์เดียวนี้
  2.   พระเป็นเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งโดยตรัสแต่เพียงคำเดียว  และสรรพสิ่งก็เกิดขึ้นมา  แสดงให้เห็นว่าพระองค์ฤทธิ์ทุกประการ  ไม่มีสิ่งใดทรงฤทธิ์เท่าพระองค์  ในบทภาวนา  “ข้าพเจ้าเชื่อถึงพระเป็นเจ้า  พระบิดาทรงสรรพานุภาพสร้างฟ้าดิน”  เพื่อสอนเราว่า  ต่อหน้าพระเป็นเจ้าผู้ทรงสรรพานุภาพนี้ เราต้องเคารพและนอบน้อมเชื่อฟังพระองค์เหนือสิ่งอื่นใด
  3. ความเชื่อถึงพระเป็นเจ้าเที่ยงแท้แต่พระองค์เดียว ทรงสรรพานุภาพสร้างฟ้าดินนี้เป็นหลักเบื้องต้นแลสำคัญที่สุดในคริสตศาสนา  และในชีวิตคริสตชนของเรา  ความเชื่อถึงสิ่งอื่นๆ  ทั้งหมดล้วนมีพื้นฐานอยู่บนความเชื่อถึงพระเป็นเจ้านี้ทั้งสิ้น  เพราะถ้าเราเชื่อถึงพระเป็นเจ้า

               เราก็จะยึดพระองค์เป็นหลักในชีวิต  ซึ่งจะมั่นคงปลอดภัยและถูกต้องเที่ยงธรรมเสมอ  ผิดจากพระองค์ไปก็มีแต่ความปรวนแปรเปลี่ยนแปลงไม่แน่นอน  หาความถูกต้องเสมอไปมิได้

               เราก็จะสำนึกถึงพระคุณอันยิ่งใหญ่ที่พระองค์ทรงมีต่อเรา  คือทุกสิ่งที่เรามีล้วนมาจากพระองค์  เราก็จะเฝ้าขอบคุณพระองค์อยู่มิรู้วาย  และชีวิตคริสตชนก็คือการดำรงชีวิตแต่ละวันขอบคุณพระเป็นจานี่เอง

               เราก็จะรักและเคารพเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน  เพราะทุกคนล้วนมาจากพระเป็นเจ้า  และตามพระฉายาของพระองค์ด้วย

               เราก็มีความสำพันธ์ที่ดีกับสิ่งสร้างทั้งหลาย  คือ  สัตว์  ต้นไม้  ดิน  ฟ้า  อากาศ  น้ำ  ฯลฯ  จะอยู่กันอย่างสันติและถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน  เพราะพระองค์ทรงสร้างมนุษย์มาให้เป็นผู้ปกครองดูแลสรรพสิ่ง  มิใช่ให้มาทำลาย

ขั้นที่ 4  ปฏิบัติ

ข้อควรจำ

        สรรพสิ่งเกิดขึ้นเองไม่ได้  ต้องมีผู้สร้างขึ้นมา  ผู้สร้างสรรพสิ่งคือพระเป็นเจ้า

        มีพระเป็นเจ้าเที่ยงแท้แต่เพียงองค์เดียว  ทรงสรรภานุภาพสร้างฟ้าดิน  ทรงเป็นอยู่ก่อนสิ่งอื่นใดและทรงเป็น  พระเจ้าสูงสุด

        พื้นฐานของการเป็นคริสตชนคือความเชื่อถึงพระเป็นเจ้า  ซึ่งแสดงออกด้วยการนมัสการพระองค์  ขอบพระคุณพระองค์  เคารพพระองค์ในเพื่อนมนุษย์และและในสิ่งสร้างทั้งหลาย

กิจกรรม   ร้องเพลง  “แผ่นดินของเรา”

(รับ)  แผ่นดินของเรา             เต็มไปด้วยความรักของพระเจ้า

         แผ่นดินของเรา             เต็มไปด้วยความรักของพระองค์

        เดือนดาราทั่วเวหน  ดลบันดาลสร้างสรรค์มา  ด้วยฤทธานุภาพ 

        เดือนดาราใหญ่น้อย  ที่ล่องลอยบนนภาทรงสร้างมาพร้อมสิ้น

มวลนกกาทั่วเวหา  มวลแมกไม้ทั่วพนา  ทรงสร้างมาพร้อมสิ้น 

มวลมัจฉาทั่ววารี  ล้วนมากมีเหลือคณา  สรรค์สร้างมาเพื่อเรา

มวลมนุษย์ทั่วแดนไหน  ล้วนสร้างไว้เหนือสิ่งใด  มีจิตใจรู้ดีชั่ว

ทั่งสัตว์น้ำบกทั่งหลาย  สรรค์สร้างไว้ช่วยบรรเทา  เป็นประโยชน์ของเรา

ทั้งพระคุณอีกมากล้น  ยังช่วยดลให้รู้งาม  จิตใจทรามเปลี่ยนสิ้น

พระเยซูบุตรของพระ  ประทานไว้เพื่อนำทาง  สู้สวรรค์นิรันดร

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

บทอ่านและบทมิสซาประจำวัน

คาทอลิกสอนอะไร

แนะนำเว็บไซต์ดีดี


สมณองค์กรยุวธรรมทูตประเทศไทย

ดาวน์โหลดคู่มือสอน

download คู่มือสอนศีลมหาสนิทฉบับปรับปรุง
Download คู่มือเรียนศีลมหาสนิท ฉบับปรับปรุง
คู่มือสอนศีลกำลัง(ฉบับทดลองใช้)

เกี่ยวกับพระศาสนจักร

ประวัติศาสตร์พระศาสนจักรคาทอลิก
คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก
ประมาลกฏหมายพระศาสนจักรคาทอลิก

เว็บไซต์เพื่องานคำสอน

คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อคริสตศาสนธรรม ประเทศไทย
ศูนย์คริสตศาสนธรรมอัครสังฆมณฑลกรุงเทพ
Facebook ศูนย์คำสอนสังฆมณฑลเชียงใหม่
www.kamsonchan.comนิตยสารคำสอนต่างประทเศ