พระสังฆราชโรเบิร์ตรัตน์ บำรุงตระกูล
ประวัติของ พระสังฆราชโรเบิร์ต รัตน์ บำรุงตระกูล
พระสังฆราชโรเบิร์ต รัตน์ บำรุงตระกูล เกิดที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1916 เป็นบุตร นายไชย (ซุ่นไช้ คูตระกูล) นางจู บำรุงตระกูล ชีวิตในวัยเยาว์ได้รับการศึกษาปีที่ 8 เมื่อปี ค.ศ. 1932 ต่อมาได้เดินทางไปศึกษาต่อที่ฮ่องกงในปี ค.ศ. 1933 ในโรงเรียน Wad Yan College ซึ่งดำเนินงานโดยนักบวชคณะเยซุอิต สอบได้ชั้นเตรียมอุดมศึกษา (Matriculation) เกียรตินิยมภาษาอังกฤษและคณิตศาสตร์ ในปี ค.ศ. 1937 จึงได้เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยฮ่องกง แผนกอักษรศาสตร์ โดยพักอยู่ที่กนนิสิต Ricci Hall ของนักบวชเยซุอิต ฯพณฯ มีความสนใจในคริสต์ศาสนามาก จึงได้สมัครศึกษาเล่าเรียนพระธรรมคำสอน ต่าง ๆ จนบังเกิดความเลื่อมใส ได้รับศีลล้างบาปที่ฮ่องกงในปี ค.ศ. 1937 ตลอดชีวิตของการเป็นนิสิตของ ฯพณฯ ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ หลายอย่าง อาทิ ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกจำพวก Children of Mary ได้เข้าร่วมแข่งขัน Apologetic Bee และร่วมงานออกร้านประจำปีของคณะนักบวชวินเซนต์ เดอ ปอล เสมอ ฯพณฯ ได้ศึกษาในมหาวิทยาลัยฮ่องกงจนสำเร็จได้รับปริญญา B.A. เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ค.ศ. 1941
ต่อจากนั้นได้เดินทางกลับประเทศไทย เพราะความเลื่อมใสในคริสต์ศาสนานั่นเอง เป็นสาเหตุจูงใจให้ ฯพณฯ เกิดความปรารถนาจะถวายตัวแด่พระเป็นเจ้าเพื่อเป็นบริพารโดยใกล้ชิดยิ่งขึ้น ฯพณฯ จึงได้สละชีวิตฝ่ายโลกสมัครเข้าเป็นสามเณรในสามเณราลัยบางนกแขวกสมุทรคราม ทั้ง ๆ ที่ ฯพณฯ มีความรู้และอายุสูงกว่าสามเณรอื่น ๆ แต่ ฯพณฯ ก็บำเพ็ญตนเป็นคนที่สุภาพอ่อนโยนอยู่เสมอ ไม่ถือเนื้อถือตัว คงปฏิบัติตนเช่นสามเณรอื่น ๆ ในทุกด้านขณะนั้นพอดีสงครามโลกครั้งที่ 2 ระเบิดขึ้น การเดินทางไปศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศต้องหยุดชะงักลง ฯพณฯ จึงต้องศึกษาปรัชญาและเทววิทยาในสามเณราลัยบางนกแขวกนั่นเอง โดยมีพระสงฆ์คณะซาเลเซียนเป็นอาจารย์สอน ฯพณฯ ได้สำเร็จการศึกษาวิชาเทววิทยา และได้รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์เมื่อวันที่ 31 มกราคม ค.ศ. 1949 โดนมีพระสังฆราชกาเยตาโน ปาซอตตี เป็นผู้โปรดศีลบวช ณ วัดน้อยของสามเณราลัยบางนกแขวก เมื่อบรรลุถึงจุดสุดยอดปรารถนาแล้ว ฯพณฯ ได้เริ่มงานที่พระเป็นเจ้าทรงมอบหมายให้ท่านกระทำทันทีในระยะแรก ฯพณฯ ก็ได้ประจำเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่สามเณราลัยบางนกแขวก และโรงเรียนดรุณานุเคราะห์ บางนกแขวก โดยใช้วิชาความรู้ที่ ฯพณฯ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาอย่างเต็มที่
ในระยะนี้ ฯพณฯ ได้มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูศิลปะการแสดงต่าง ๆ และในด้านวรรณกรรม ฯพณฯ ได้ประพัทธ์บทละครอิงศาสนาขึ้นหลายเรื่องเพื่อใช้แสดงในสามเณราลัยและที่โรงเรียนดรุณานุเคราะห์ เช่นบทละครอิงพระคัมภีร์เรื่อง “สิบสองพี่น้อง” จากเรื่องโยเซฟ “หนีแดนทุกข์” จากเรื่องอพยพ “ดาบสองเสือ” จากเรื่องเบนเฮอร์ และเรื่อง “โยบ” เป็นต้น นอกจากนั้น ฯพณฯ ยังได้เริ่มแปลและเรียบเรียงหนังสือหลายเล่ม เช่น “เจ้าอาวาสผู้ศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งเป็นประวัตินักบุญยวง เวียนเนย์ หนังสือ “ท่องเที่ยวในโลกวิทยาศาสตร์”ใช้นามปากกาว่า “ปากกาทอง” หนังสือ “บทรำพึงประจำวัน” 1 ชุด 4 เล่ม และหนังสือแบบเรียนภาษาอังกฤษ คือ My Little English Book สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 A Practical English Course สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้ Verb patterns เป็นหลัก นับเป็นตำราเรียนภาษาอังกฤษชุดแรกชุดหนึ่งที่ใช้วิธีสอบแบบใหม่ นอกจากนั้น ฯพณฯ ยังได้เรียบเรียงหนังสือศีลธรรมสากลสำหรับใช้สอนในโรงเรียนตั่งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 อีกชุดหนึ่งด้วย หนังสือชุดที่ 3 นี้ได้รับการปรับปรุงแก้ไขหลายครั้ง จนถึงครั้งสุดท้าย ในปัจจุบันยึดแนวสอนแบบใหม่เป็นหลัก
ฯพณฯ ได้ประจำอยู่ที่บงนกแขวกเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งได้มีการย้ายสามเณรบางนกแขวกมาตั้งที่ราชบุรี ฯพณฯ ก็ได้ย้ายติดตามขึ้นมาอยู่ที่ราชบุรีด้วย ในปี ค.ศ. 1959 ณ สำนักใหม่แห่งนี้ ฯพณฯ ได้ใช้ชีวิตหนักไปทางด้านการศึกษาอบรมเช่นเดิม โดยที่ ฯพณฯ เป็นผู้ที่รักการศึกษาเล่าเรียนเป็นชีวิตจิตใจประกอบกับทางสังฆมณฑลราชมีความต้องการผู้เชี่ยวชาญในด้านวิชาคำสอนเป็นพิเศษ พระสังฆราชเปโตร คาเร็ตโต จึงพิจารณาส่ง ฯพณฯไปศึกษาวิชาแพร่ธรรมและวิธีสอนคำสอนแบบใหม่ที่ Lumen Vitae ของนักบวชคณะเยซูอิต ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม ในปี ค.ศ. 1961 ฯพณฯ ได้ศึกษาจนสำเร็จได้รับประกาศนียบัตรในปี ค.ศ. 1962 จากเบลเยี่ยม ฯพณฯ ได้เดินทางไปกรุงโรม ประเทศอิตาลีเพื่อหาประสบการณ์เพิ่งเติม พอดีเป็นโอกาสเปิดประชุมสังคายนาวาติกันที่ 2 ในที่สุดก็ได้เดินทางกลับประเทศไทยและเริ่มใช้วิชาความรู้ที่ได้เล่าเรียนมาเพื่อประโยชน์ของพระศาสนจักรในประเทศไทยอย่างเต็มที่ โดยเริ่มทำการสอนพระคัมภีร์และวิชาคำสอนแผนใหม่ที่ราชบุรี ที่ศูนย์ศาสนศาสตร์โรงเรียนมาแตร์เดอี พระนคร ฯพณฯ ได้เรียบเรียงหนังสือคำสอนขึ้น 6 เล่ม เพื่อใช้สอนในโรงเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หนังสือจิตวิทยาและการสอนคำสอนตามวัยและหนังสือ พระคัมภีร์ ฉบับย่อ 1 ชุด 2 เล่ม
ก่อนที่จะได้รับตำแหน่งเป็นพระสังฆราชแห่งสังฆมณฑลราชบุรี ฯพณฯ ดำรงตำแหน่งในคณะที่ปรึกษาของพระสังฆราชเปโตร คาเร็ตโต เป็นกรมการปรับปรุงคำสอนแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการบัญญัติศัพท์ศาสนศาสตร์แห่งสภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการแปลพระคัมภีร์ร่วมกับสภาพระคริสตธรรมในประเทศไทย งานชิ้นสุดท้ายที่ ฯพณฯได้กระทำที่ราชบุรี และถือว่าเป็นงานชิ้นโบว์แดงก็คือ การจัดอบรมพระสงฆ์ นักบวชที่ราชบุรีเป็นเวลา 4 สัปดาห์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อฟื้นฟูชีวิตคริสตชนตามแนวของสังคายนาวาติกันที่ 2
ฯพณฯ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระสังฆราชไทยองค์แรกแห่งสังฆมณฑลราชบุรี เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 ได้กระทำพิธีอภิเษกที่ราชบุรี เมื่อวันที่ 7 กันยายน ค.ศ. 1969 โดยมีพระสังฆราชเปโตร คาเร็ตโต เป็นผู้อภิเษกร่วมกับพระอัครสังฆราชและพระสังฆราชจากประเทศไทย ลาว มาเลเซีย กระทำพิธีขึ้นครองอาสนวิหารแม่พระบังเกิด บางนกแขวก เมื่อวันที่ 8 กันยายน ศกเดียวกัน และเมื่อ ฯพณฯ อภิเษกเป็นพระสังฆราชแล้วทำงานในสังฆมณฑลราชบุรี ได้ 6 ปี จึงได้รับแต่งตั้งให้ไปเป็นประมุขสังฆมณฑลเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 1975 แม้ว่าเมืองเชียงใหม่จะเป็นเมืองใหญ่รองจากกรุงเทพฯ แต่สังฆมณฑลเชียงใหม่จะเป็นเมืองเล็กยังต้องการการพัฒนาทั้งในด้านจำนวนและคุณภาพ คุณพ่อวิโรจน์ อินทรสุขสันต์ ได้ไปช่วยเป็นเจ้าอาวาสอาสนวิหารพระหฤทัย เชียงใหม่ และต่อมาคุณพ่อวิชัย แสนสุดสวาท ได้ไปรับหน้าที่ต่อจากคุณพ่อวิโรจน์ ส่วนคุณพ่อดำรง บุญรติวงศ์ ได้ไปเป็นเจ้าอาวาสที่เมืองพาน เชียงราย พระคุณเจ้าต้องเดินทางไปตามวัดต่าง ๆ ในชนบทอันห่างไกลและตามป่าเขาลำเนาไพรอยู่เป็นประจำ พระคุณเจ้าใช้ชีวิตที่เรียบง่ายกับชาวบ้านเหล่านั้น
สุดท้ายในปี 1987 เมื่ออายุย่างเข้า 70 ปี พระคุณเจ้าเห็นว่าสังขารไปไม่ไหวแล้ว จงขอเกษียณตนเองจากหน้าที่สังฆราช และเดินทางกลับมาอยู่ที่ราชบุรี เพื่อใช้ชีวิตบั้นปลายในที่ที่เคยอยู่ อู่ที่เคยนอน ในปี 1992 พระคุณเจ้าเริ่มป่วยเป็นโรคสมองเสื่อม เกิดอาการหลงลืม จำเหตุการณ์ปัจจุบันไม่ได้ สมองเสื่อมช่วยตัวเองไม่ได้เป็นเวลา 3 ปี ในปี 1995 ซิสเตอร์คณะคามิลเลียน รับท่านไปดูแลเป็นพิเศษที่บ้านเบธานี ดุจบิดากับบุตรสาว เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ปี 2000 พระคุณเจ้าต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลซานคามิลโล บ้านโป่ง จนเกือบเดือนตุลาคม พระคุณเจ้ามนัสจึงรับตัวกลับมาอยู่ที่ราชบุรีที่โรงพยาบาลพร้อมแพทย์ เพื่อให้อยู่ใกล้ชิดกับคณะสงฆ์และผู้รู้จักมักคุ้น ในวันที่ 6 ธันวาคม อาการท่านเริ่มทรุดลง จึงโปรดศีลเจิมและโปรดพระคุณให้ท่าน และในวันที่ 8 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันฉลองแม่พระนิรมลทิน พระแม่ก็มารับท่านไปสวรรค์ เมื่อเวลา 15. 13 น.
| < ย้อนกลับ | ถัดไป > |
|---|



































