Get Adobe Flash player
รายการโทรทัศน์คาทอลิก

รายการ
รายการ

บทเพลงเสริมความศรัทธา

ฟังเพลงคาทลกออนไลน์ 24 ชั่วโมง
เพลงคาทอลิก
ฟังเพลงจากเว็บmy christiansong

มีผู้มาเยี่ยมชมเว็บคำสอนแล้ว
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้132
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้2118
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้4413
mod_vvisit_counterเดือนนี้11564
mod_vvisit_counterทั้งหมด1029853
เริ่มนับเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2006

เปิดแล้ว อบรมคำสอนภาคฤดูร้อนที่ศูนย์อบรมคริสตศาสนธรรม ระดับชาติ (ศูนย์ซีซี) ประจำปี 2012

สัมภาษณ์ซิสเตอร์ อันนา ศักดิ์ศรี งามวงศ์

1. ประวัติของซิสเตอร์โดยสังเขป และประวัติการงาน

ซิสเตอร์ อันนา ศักดิ์ศรี งามวงศ์

อายุ 41 ปี
สังกัดคณะธิดาพระราชินีมาเรียผู้นิรมล
บิดา ชื่อ นาย สมาน งามวงศ์ รับราชการทหาร ปัจจุบันเกษียณแล้ว อายุ 79 ปี
มารดา ชื่อ นาง ซ่อนกลิ่น งามวงศ์ (เสียชีวิตแล้ว ปี 2000) อายุ 68 ปี

ซิสเตอร์ศักดิ์ศรี เกิดที่จังหวัดอุบลราชธานี แต่เติบโตที่นครราชสีมา เพราะบิดารับราชการทหารอยู่ที่ค่ายสุรนารี กองส.พ.บ. พล 3 ปัจจุบันพวกเราอาศัยอยู่ที่ หมู่บ้านหนองคู วัดพระวิสุทธิวงศ์ จังหวัดอำนาจเจริญ มีพี่น้อง 6 คน หญิง 5  คน ชาย 1 คน ซิสเตอร์เป็นบุตรคนที่สี่ ตามรายชื่อต่อไปนี้

 1. นางณปภา  กระแสงสิงห์  อายุ 45 ปี แต่งงาน มีบุตร 4 คน
 2. ซิสเตอร์ สุจิตรา งามวงศ์ อายุ 44 ปี คณะคามิลเลี่ยน
 3. นายสมยศ งามวงศ์ อายุ 43 ปี แต่งงาน มีบุตร 5 คน
 4. ซิสเตอร์ศักดิ์ศรี งามวงศ์ อายุ 41 ปี  คณะธิดาพระราชินีมาเรียผู้นิรมล
 5. ซิสเตอร์มยุรี งามวงศ์ อายุ 39 ปี คณะธิดาพระราชินีมาเรียผู้นิรมล
 6. ซิสเตอร์รุ่งนภา งามวงศ์ อายุ 37 ปี คณะคามิลเลียน

ประวัติการศึกษา
 1. เรียนเตรียมประถม – ชั้นประถมปีที่ 5 โรงเรียนมารีย์วิทยา นครราชสีมา
 2. ชั้นประถมปีที่ 6 – มัธยมศึกษา ปีที่ 6  โรงเรียนพระแม่มารี กรุงเทพฯ
 3. ปริญญาตรี สังคมศึกษา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
 4. ปริญญาโท ศาสนศึกษา  ที่ De Lasalle University ประเทศฟิลิปปินส์

ประวัติการทำงาน
 1. ผู้ช่วยดูแลเด็กฝึกหัด ขั้นแอสปิรันต์  2 ปี กรุงเทพฯ
 2. อธิการบ้านเด็กฝึกหัด 2 ปี  กรุงเทพฯ
 3. อธิการและนวกจารย์ ย่างเข้าปีที่ 7 ที่สามพราน นครปฐม

2. เล่าถึงความเชื่อและความศรัทธาของครอบครัว

 ซิสเตอร์มาจากครอบครัวที่บิดามารดามีใจศรัทธาร้อนรน  ท่านทั้งสองเป็นแบบอย่างด้านความศรัทธาต่อพวกเราลูกๆเสมอ ทุกวันอาทิตย์บิดามารดาจะพาพวกเราไปวัดไม่เคยขาด หากอาทิตย์ใดบิดาต้องเข้าเวรที่ค่ายทหาร ท่านจะบอกมารดาให้พาพวกเราทั้งหกคนไปวัดกันลำพัง อาทิตย์ไหนที่พวกเรานั่งใกล้มารดาในวัด ท่านจะใส่เงินเหรียญในมือของพวกเราให้เก็บไว้ใส่ในถุงทาน พวกเราพอใจมาก

บิดามารดากล้ายืนยันความเชื่อของครอบครัวที่เป็นคาทอลิกครอบครัวเดียวท่ามกลางครอบครัวทหารอื่นๆที่เป็นพุทธศาสนิกชนอย่างภาคภูมิใจ บิดาบอกพวกเราเสมอว่า ท่านสามารถเป็นทหารที่มียศสูง และพาครอบครัวให้ร่ำรวยได้ถ้าท่านจะทำ แต่ท่านไม่ทำเพราะสิ่งนั้นไม่ดี ถ้าทำผิดต่อพระ โดยทรยศคดโกงชาติกิน ท่านไม่เอา ท่านพอใจที่จะมีชีวิตแบบพออยู่พอกิน เป็นลูกที่ดีของพระ ทุกคนในครอบครัวรักกัน ก็เพียงพอแล้วสำหรับท่าน ท่านบอกท่านให้แบบอย่างกับพวกเราลูกๆ

  ทุกคืนก่อนเข้านอน บิดามารดาจะนำพวกเราสวดสายประคำต่อหน้ารูปครอบครัวศักดิ์สิทธิ์เสมอ หนึ่งสายบ้าง สามสิบเม็ดบ้าง สิบเม็ดบ้างมิเคยขาด พวกท่านจะสอนให้เราเป็นคนดี มีความรักซึ่งกันและกัน ซื่อสัตย์ มีศีลธรรมจรรยา ไม่เอารัดเอาเปรียบใคร พูดจาไพเราะอ่อนหวาน ไม่ทำความเดือดร้อนให้ใคร มีใจเมตตาสงสาร โดยเฉพาะคนยากจน คนขอทานและผู้ขัดสน รู้จักทำงานด้วยน้ำพักน้ำแรงของตน
 มารดาเป็นผู้ที่ชอบขับร้องเพลงวัดมาก หลังอาหารเที่ยงก่อนพักผ่อน ท่านจะร้องเพลงวัดจากหนังสือคริสตังค์ร้องเพลง และขับกล่อมเราให้หลับด้วยเสียงไพเราะของท่าน

3. เล่าถึงกระแสเรียกของซิสเตอร์
และสิ่งใดช่วยพยุงหนุนความเชื่อของซิสเตอร์ให้มั่นคงและเติบโตขึ้น

  กระแสเรียกของซิสเตอร์เกิดขึ้นจากครอบครัว มารดาถามซิสเตอร์และน้องสาวที่ติดกันบ่อยๆว่า “ลูกอยากเป็นซิสเตอร์ไหม?” พวกเราก็บอกว่าอยากกัน บิดามารดายินดีมอบบุตรทุกคนให้กับพระ เพราะท่านทั้งสองปรารถนาจะมอบชีวิตของตนแด่พระเจ้าในช่วงวัยหนุ่มสาว แต่พระไม่ได้เรียกท่าน แต่พระ ขอให้ท่านทั้งสองทำหน้าที่อบรมลูกๆของท่านให้พร้อมที่จะเป็นข้ารับใช้ของพระเจ้าอย่างดี ไม่น่าเชื่อว่า ตอนแรกพวกเราทั้งหกเข้าบ้านเณรและอารามกันหมด แต่สุดท้ายพระเลือกพวกเราสี่คน และเอากลับไปสองคนให้ทำหน้าที่ดูแลบิดามารดายามแก่ชรา

  ซิสเตอร์แน่ใจว่าบิดามารดาของซิสเตอร์คอยพยุงกระแสเรียกของพวกเราไว้เสมอ บิดาเขียนจดหมายมาให้กำลังใจพวกเราเสมอมิได้ขาดเป็นระยะๆ พวกเราอ่านจดหมายไปร้องไห้ไป และตั้งใจจะอุทิศตนแด่พระจริงๆ เพราะท่านสนับสนุนเรา และบอกพวกเราไม่ให้หันหลังกลับ แม้จะคิดถึงบ้านแต่พวกเราก็ไม่ถอย มีแต่เดินหน้าให้กำลังใจกันต่อไป จนมาถึงวันนี้


  
4. ประสบการณ์การสอนคำสอนตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน
มีความเหมือนหรือแตกต่างกันในเรื่องใดบ้าง และอย่างไร

  ซิสเตอร์ได้มีโอกาสสอนคำสอนเป็นครั้งแรกและเป็นทางการในเวลาที่เป็นโปสตุลันต์ อยู่ที่โรงเรียนพระแม่มารีพระโขนง ซิสเตอร์มีหน้าที่สอนเรียน และสอนคำสอนแก่เด็กนักเรียนคาทอลิก และเด็กนักเรียนต่างความเชื่อที่สนใจอยากเรียนคำสอน

  ประสบการณ์ที่น่ากลัวและไม่เคยลืมเลยคือว่า ในชั่วโมงจริยศาสตร์จบ ซิสเตอร์จะเล่าเรื่องพระเจ้า แม่พระ และประวัตินักบุญต่างๆให้เด็กฟัง สอนเด็กทำสำคัญมหากางเขน เด็กๆสนใจมาก แต่มีเด็กชายคนหนึ่งชื่อยุทธนา สนใจเป็นพิเศษ เขาบอกว่าเวลาเขากลัวผีเขาจะทำสำคัญมหากางเขนทุกที เขาบอกว่าเขาอยากเป็นคาทอลิก ซิสเตอร์ดีใจมาก พอดีมีหนังสืออุดมศานต์เก่าๆที่ทางโรงเรียนจะเอาไปชั่งกิโลขาย จึงเอาไปให้เด็ก เขาเอากลับไปบ้านด้วย ให้พ่อแม่พี่น้องเขาอ่าน ผลปรากฏว่าวันรุ่งขึ้น เขามาบอกซิสเตอร์ว่า ทางบ้านบอกว่า เขาส่งผมมาเรียนหนังสือ ไม่ใช่ให้มาเรียนคำสอน ถ้าซิสเตอร์ยังสอนผมอีก เขาจะเรียกตำรวจมาจับ ซิสเตอร์ได้ยินคำขู่ของเขาเท่านั้น ตกใจมากเลย และไม่ยุ่งกับเขาอีก มีแต่สอนเขาในห้องเรียนตามปกติ

  ครั้งนั้น เป็นประสบการณ์ที่น่ากลัว และเมื่อมองย้อนดูตัวเอง เห็นว่าตนเองเป็นคนขลาดกลัวมากในเวลานั้น เราอาจยังเป็นเด็กอยู่ เมื่อก่อนคิดว่าการสอนคำสอนทั้งคาทอลิกและคนต่างความเชื่อ ต้องเอาพระเจ้าเอาศาสนาไปให้เขาอย่างเดียวเท่านั้น จึงจะเรียกว่าการสอนคำสอน

  เวลานี้เป็นผู้ใหญ่แล้ว เราเติบโตทางด้านความเชื่อมากขึ้น มีความรู้ความเข้าใจมากขึ้น  แน่นอนการสอนคำสอนเด็กคาทอลิกในโรงเรียนเราต้องเอาศาสนาของเรา เอาพระของเราไปสอนให้พวกเขา แต่หากเราจะไปสอนคนที่มีความเชื่อแตกต่างจากเรา พวกที่สนใจ หรือใครก็ตามให้มารู้จักพระ ไม่ใช่เอาศาสนาไปยัดเยียดให้เขา หรือโจมตีศาสนาคนอื่นว่าไม่จริงอย่างโน้นนี้ ไม่ถูกต้อง ก่อนอื่นเราต้องเป็นประจักษ์พยานในความเชื่อของเรา ในการดำเนินชีวิต การให้ความช่วยเหลือ เป็นเพื่อนร่วมทาง การให้ความรักความเข้าใจ เหล่านี้เป็นการสอนคำสอนได้ด้วยชีวิต และที่ไม่ควรลืมคือเราต้องเคารพศาสนาของทุกคน เพราะพระจิตเจ้าทำงานและอยู่ในความดีของแต่ละศาสนานั้น

5. ทำไมซิสเตอร์ถึงสมัครที่จะไปสอนคำสอนในคุก
และสภาพการณ์ทั่วไปในเวลาที่สอนเป็นอย่างไรบ้าง
และซิสเตอร์ใช้วิธีการใดบ้างในการสอนคำสอนนักโทษ


  จุดเริ่มต้นของการไปสอนคำสอนที่เรือนจำกลาง จังหวัดนครปฐม  มาจากการชักชวนของคุณพ่อสมยศ คณะภารดาน้อยกาปูชิน ที่ได้มาถวายมิสซาบูชาขอบพระคุณที่นวกสถานพระแม่มารีของเรา และคุณพ่อได้เชิญชวนพวกเราให้ไปร่วมสอนคำสอนกับท่าน โดยเฉพาะนักโทษหญิง แดน 2  ยังไม่มีใครสอน คุณพ่อสอนคนเดียวไม่ไหว วันนั้นมีพวกเราบ้านพระแม่มารี และซิสเตอร์ผู้รับใช้ฯ ร่วมในพิธี คุณแม่วิไลวรรณ ยนปลัดยศ อธิการิณีบ้านผู้รับใช้ฯได้ไปช่วยงานคุณพ่อก่อนซิสเตอร์ สักระยะหนึ่ง ต่อมาซิสเตอร์ลองไปสังเกตการณ์ และส่วนตัวถือว่าเป็นโอกาสดี ที่จะทำการแพร่ธรรม เมื่อไปดูพบว่ายังขาดคนสอนคำสอนที่แดนหญิงจริงๆ เมื่อก่อนคุณพ่อสอนคนเดียว โดยเอานักโทษชายหญิงมารวมกัน แต่เวลานี้เจ้าหน้าที่หญิงมีน้อยไม่อยากให้ไปรวมที่แดนชาย เพราะเจ้าหน้าที่หญิงต้องไปเฝ้าที่ห้องเรียนคำสอนที่แดนชายหนึ่งคนด้วย เจ้าหน้าที่เลยไม่สะดวกจะไป คุณพ่อเลยขอให้เราไปช่วย ช่วงแรกคุณแม่วิไลวรรณไปสอนคำสอน แต่ต่อมาคุณแม่ไม่มีเสียง เพราะต้องใช้เสียง ในการสอนคำสอนประมาณ สองชั่วโมงครึ่ง ซิสเตอร์จึงต้องเป็นคนรับผิดชอบสอนคำสอนในแดนหญิงเอง ทุกวันจันทร์ ส่วนคุณแม่วิไลวรรณเปลี่ยนไปช่วยคุณพ่อในด้านการฟัง เป็นผู้ให้คำแนะนำและที่ปรึกษาฝ่ายจิตให้นักโทษแดนชาย ทุกวันพุธและวันศุกร์แทนการสอนคำสอน

  ช่วงแรกที่ซิสเตอร์ไปสอนนั้นมีนักโทษหญิงประมาณ 15 คน มีคาทอลิก 2 คน ที่เหลือเป็นคริสเตียน1 คน และก็เป็นพุทธที่สนใจศาสนา สอนไปเกือบสองปี นักโทษก็ได้รับอิสรภาพไปทีละคนสองคน คาทอลิกสองคนแรกนั้นก็ไปแล้ว ตอนนี้มีคาทอลิกใหม่อีกหนึ่งคน ก็มาเรียนประจำ ครั้งแรกซิสเตอร์ว่าจะมาช่วยเป็นครั้งคราวแต่พอมาสอนจริงๆ ก็รู้ว่ายังมีคนต้องการพระอยู่แม้จำนวนผู้มาเรียนจะไม่มากเท่าไรนัก เมื่อเทียบกับจำนวนนักโทษในเรือนจำประมาณ เกือยสี่ร้อยคน ซิสเตอร์ไม่เอาปริมาณ เราเอาผู้ที่สนใจพระจริงๆ แม้แต่เหลือหนึ่งคน   ซิสเตอร์และคุณพ่อก็ต้องมาสอน เพราะหนึ่งวิญญาณก็มีค่ามากต่อหน้าพระ ซิสเตอร์จึงทิ้งงานนี้ไปไม่ได้ เพราะคุณพ่อจะรับภาระหนักคนเดียว จะเลิกสอนก็ต่อเมื่อถูกย้ายไปทำงานที่อื่น

  สถานการณ์ที่พบในเรือนจำ นักโทษหญิงที่อยู่ในเรือนจำต้องมีค่าใช้จ่ายสำหรับการใช้ชีวิตอยู่ในนั้น ต้องมีเงินซื้อของใช้ส่วนตัว สบู่ ยาสีฟัน ยาสระผม ยาประจำตัว ฯลฯ ทุกอย่างเป็นค่าใช้จ่าย อยากกินอะไรพิเศษก็ต้องจ่ายเงินซื้อ ข้าวของหลวงเขาก็มีให้กินตามปกติ ใครมีญาติมาเยี่ยมบ่อยๆก็โชคดี ใครไม่มีก็ต้องรับจ้างทำงานหนัก ฉะนั้นทุกคนต้องมีเงิน ถ้าไม่มีก็อยู่ลำบาก ดังนั้นแม้แต่นักโทษหญิงที่มาเรียนคำสอนก็ต้องหาเงินในการรับจ้าง ทำงานพิเศษในเรือนจำด้วย อาจได้เดือนละ 50 บาท 100 บาทก็ยังพอประทังชีวิตไปได้บ้าง สถานการณ์ตรงนี้เลยทำให้ นักโทษมาเรียนไม่สม่ำเสมอ เพราะติดทำงาน ซึ่งก็เข้าใจพวกเขาดี

  อีกเรื่องหนึ่งคือ ทางเรือนจำจะจัดให้มีการเรียนการสอน ฝึกอาชีพต่างๆ จะมีครูมาสอนนักโทษทำกิจกรรมมากมาย ไม่ว่าทำอาหาร นวดสปา ทำดอกไม้ พวงมาลัย ประดิษฐ์สิ่งต่างๆ ตัดเย็บ เล่นพิณแก้ว ดนตรี การแสดง หางเครื่อง ฯลฯ นักโทษที่สมัครก็ต้องไปเรียนเมื่อถึงชั่งโมงเรียนของเขา คนที่เรียนคำสอนก็จะขาดเรียนไปอีกไม่สม่ำเสมอ เมื่อเขามีเวลาก็จะรีบมาเรียน

  วิธีการที่ซิสเตอร์ใช้ในการเรียนการสอนคำสอน มีดังนี้

 1. พระคัมภีร์ เป็นจุดศูนย์กลางในการสอน อ่านพระคัมภีร์ประจำวันให้พวกเขาฟัง และให้ข้อคิด เล่าเรื่องในพันธสัญญาเก่า และพันธสัญญาใหม่ ให้เขาฟัง เล่าเรื่องพระเยซูเจ้าให้พวกเขาฟังให้มากที่สุด ว่าพระองค์ทำอะไร คิดอย่างไร รักอะไร ต้องการอะไร มาในโลกทำไม ตายเพื่อใคร ทำเพื่อใคร เพื่อให้พวกเขาเห็นว่า พวกเขาก็เป็นคนหนึ่งที่พระเจ้าส่งพระบุตรมาเพื่อไถ่เขาให้รอดด้วย

 2. สวดบทภาวนาทางศาสนา สอนบทสวดหลักๆให้พวกเขาสวดและท่องจำ เช่น บทข้าแต่พระบิดา วันทามารีอา สิริพึงมี ข้าแต่อารักขเทวดา พระบัญญัติพระเจ้า ฯลฯ

 3. หนังสือหลักคำสอนพระศาสนาจักร ข้อความเชื่อ ธรรมล้ำลึก เกี่ยวกับพระตรีเอกภาพ แม่พระ  ศีลศักดิ์สิทธิ์ พระพรของพระจิตเจ้า ฯลฯ

 4. วีดีทัศน์   ดูประวัติพระเยซูเจ้า แม่พระ และประวัตินักบุญ พระสันตะปาปา ฯลฯ (แต่เวลานี้เครื่องเล่นแผ่นซีดีเสียแล้ว เลยไม่ได้ใช้ ซึ่งน่าเสียดายเพราะสอนได้ดีกว่าการพูดสอนของเราในบางอย่าง)

 5. ทำกิจกรรม ร้องเพลงพระ วาดภาพ แสดงความรู้สึกผ่านรูปภาพ แบ่งปันพระวาจา สวดสายประคำ เดินรูป 14 ภาค  ฯลฯ

 6. ให้คำแนะนำปรึกษา คนที่มีปัญหา มีการพูดคุยถามไถ่ ช่วยเหลือนักโทษทั้งฝ่ายกายและวิญญาณ

 7. ไปเยี่ยมญาติของนักโทษ เยี่ยมลูก เยี่ยมครอบครัว ติดต่อสอบถามให้พวกเขาอยู่เสมอ

 8. มิสซาประจำเดือน คุณพ่อเจ้าวัดพระเยซูคริสตกษัตริย์ที่นครปฐม มาทำมิสซาให้
 
6. ซิสเตอร์มีความรู้สึกหรือ ได้รับประโยชน์อะไรบ้างในการสอนคำสอนนักโทษในคุก

  การไปสอนคำสอนได้ประโยชน์มากทั้งสองทาง คือ
1. ได้กับตัวซิสเตอร์เอง ซิสเตอร์มีโอกาสเติมเชื้อไฟแห่งความร้อนรนในการประกาศพระวาจาพระเจ้าทั้งทางตรงและทางอ้อม ต้องไม่อยู่นิ่ง มีลูกแกะของพระอีกมากที่ยังพลัดฝูงและหลงทาง เมื่อคิดเช่นนี้ ช่วยให้ซิสเตอร์ออกจากตัวเอง ออกจากความสะดวกสบายที่เราเคยชิน ทำให้เห็นว่าพระต้องการเรา ผู้นำฝ่ายจิตยังมีไม่มาก คนงานของพระที่จะเก็บเกี่ยวมีไม่พอ ทำให้ตระหนักว่า พระเจ้าเรียกซิสเตอร์มามิใช่เพื่อตัวเองแต่เพื่อพระ และเพื่อลูกของพระอีกมากมายที่ต้องการรู้จักพระแต่ไม่มีใครช่วยเหลือ

2. ช่วยนักโทษทั้งฝ่ายกายและวิญญาณ เมื่อได้นำพระมาให้พวกเขา เราได้ช่วยเขา 2 ด้าน
 ฝ่ายวิญญาณ  หลายคนหมดกำลังใจ หมดหวังกับชีวิตในคุก เพราะต้องรับโทษนานเกินไป บางคนคิดค่าตัวตาย หลายคนสับสนกับชีวิต กังวลกับครอบครัวที่ไม่มีใครดูแล ไม่มีใครชี้นำ เมื่อเราเข้าไปช่วย เขาได้เริ่มรู้จักพระ พระคือคำตอบ พระคือแสงสว่างสำหรับเขา เขารู้สึกดีกับตัวเอง รู้จักวางใจในพระ ยอมรับกางเขนในชีวิต ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น เกิดการปรับเปลี่ยนตนในทางที่ดี ทำให้รัก เสียสละ มากขึ้น นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเขาได้ต้อนรับพระเข้ามาในชีวิตของเขา หลายคนอยากกลับเนื้อกลับตัว หันหลังให้กับสิ่งไม่ดีในอดีต

 ฝ่ายกาย  คุณพ่อสมยศได้ช่วยเหลือด้านการเงินในกรณีที่นักโทษไม่มีญาติมาเยี่ยม และขัดสนปัจจัยด้านต่างๆ ซิสเตอร์ต้องเจอกับนักโทษที่เป็นโรคต่างๆ โรคสะเก็ดเงิน โรคเชื้อราในร่มผ้า เชื้อราตามง่ามมือง่ามเท้า โรคคัน โรคชักลมบ้าหมู ไม่สบายฝ่ายกายและจิต น่าสงสารพวกเขามาก เมื่อเงินไม่มี ยาไม่มี โรคก็ลามไปเรื่อยๆ บางครั้ง ซิสเตอร์ต้องช่วยเหลือพวกเขาร่วมกับคุณพ่อหายาให้นอกเหนือจากที่ทางเจ้าหน้าที่จัดให้ นอกนั้น ก็ขาดเหลืออะไรที่เราพอช่วยได้ก็จัดหามาให้ คุณพ่อและซิสเตอร์คิดเสมอว่าพวกเขาเป็นลูกของพระคนหนึ่ง อะไรที่เราพอจะช่วยเขาได้ก็ช่วยไป เขาคงจะขอบคุณพระที่คำภาวนาของเขาได้รับการตอบรับผ่านทางพวกเรา

7. ซิสเตอร์มีความเห็นอย่างไร เกี่ยวกับงานสอนคำสอนในประเทศไทย และต้องการให้งานคำสอนเป็นไปในลักษณะใด

  ซิสเตอร์เชื่อว่า ยังมีลูกแกะที่ยังอยู่นอกฝูงอีกมากมายที่ต้องการผู้เลี้ยงแกะที่ดีนำทาง ยังมีอีกหลายร้อยชีวิตที่ต้องการรู้จักพระ รู้จักความจริงแต่ไม่มีใครสอน ไม่มีใครช่วยเหลือหรือชี้ทางให้กับพวกเขา ซิสเตอร์มองดูว่าการสอนคำสอนในประเทศไทยยังต้องการครูคำสอนทั้งนักบวชชายหญิง และฆราวาสผู้แพร่ธรรมอีกมาก งานสอนคำสอนของเราดูผิวเผินไปได้ดี ตามวัด ตามโรงเรียน แต่เมื่อมองดูลึกๆ ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่ยังขาดครูคำสอน ในเรือนจำ ในชุมชนแออัด

  เมื่อก่อนการแพร่ธรรม และการสอนคำสอนใช้วัด ใช้อาราม บ้านเณรเป็นศูนย์กลาง ทุกคนที่ต้องการพบพระจะมายังสถานที่ดังกล่าวนี้  แต่เวลานี้โลกเปลี่ยนไป คนให้ความสำคัญกับสถานที่บันเทิง สนุกสนานกับแสงสีเสียง เขาไม่ชอบได้ยินเรื่องสวรรค์นรก เพราะยังอยู่ไกลตัว ยังมีชาวบ้านอีกนับร้อยที่สนใจเรื่องปากท้อง เขาไม่มีเวลาให้พระ ไปวัด สอนลูกให้สวดภาวนา  อบรมลูกให้เป็นคนดี เขามีแต่ทำงานหาเงินเพื่อปากเพื่อท้องของเขา ดังนั้น วัดวาอารามจึงอยู่ไกลจากใจของเขา   ซิสเตอร์จึงมองเห็นว่าการสอนคำสอน หรือการแพร่ธรรมในปัจจุบัน จำเป็นต้องทำในเชิงรุกแล้วในเวลานี้ เราต้องกล้าที่จะหาปลาในที่ลึก ต้องกล้าเสี่ยง กล้าออกจากที่เดิม ที่ปลอดภัย เพื่อไปตามหาลูกแกะที่พลัดหลงไปในที่ต่างๆ  ถ้าเราทำเชิงรุกในแง่ที่เป็นฝ่ายเข้าหาพี่น้องคริสตชน หรือคนต่างความเชื่อ ในทุกซอกมุม แม้ในที่ที่มีอันตราย มากกว่าคอยให้พวกเขามาหาเราที่วัดวาอาราม หรือที่ที่เราทำงาน ก็คงได้ลูกแกะมากมายหลายตัว  แม้แต่พระเยซูเจ้าเองพระองค์เล่าเรื่องอุปมาว่า ผู้เลี้ยงแกะจะทิ้งแกะเก้าสิบเก้าตัวไว้ แล้วตามหาแกะที่หลงหายไป ตามหน้าผา ตามเนินเขา ตามป่า ตามที่เปลี่ยว เมื่อพบแล้วพระองค์จะแบกเขาใส่บ่าและจะไม่ยอมให้เขาหลงทางไปจากพระองค์อีก นี้ต้องเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องทำเช่นเดียวกัน

(สัมภาษณ์โดย บราเดอร์อนุสิทธิ์ จันทร์เพ็ญ)

Joomla Templates and Joomla Extensions by JoomlaVision.Com
 

E-book สารคำสอน

เลือกภาษา
English French German Italian Portuguese Russian Spanish
ดาวน์โหลดคู่มือสอน

ดาวน์โหลดคู่มือสอนศีลมหาสนิท ปรับปรุงใหม่ (ฉบับทดลองใช้)
คู่มือสอนศีลกำลัง(ฉบับทดลองใช้)

แนะนำเว็บไซต์ดีดี

คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อการธรรมทูต
สมณองค์กรยุวธรรมทูตประเทศไทย
ชมรมคนหูหนวกคาทอลิกประเทศไทย
กลุ่มเพื่อนลูกเสือเพื่อสันติภาพ

เว็บไซต์เพื่องานคำสอน

คณะกรรมการคาทอลิกเพื่อคริสตศาสนธรรม ประเทศไทย
ศูนย์คริสตศาสนธรรมอัครสังฆมณฑลกรุงเทพ
Facebook ศูนย์คำสอนสังฆมณฑลเชียงใหม่
ศูนย์คำสอน-แพร่ธรรมสังฆมณฑลจันทบุรี
ศูนย์คริสตศาสนธรรมสังฆมณฑลนครราชสีมา
ศูนย์คริสตศาสนธรรมสังฆมณฑลอุดรธานี
นิตยสารคำสอนต่างประทเศ

เกี่ยวกับพระศาสนจักร

ประวัติศาสตร์พระศาสนจักรคาทอลิก
คำสอนพระศาสนจักรคาทอลิก
ประมาลกฏหมายพระศาสนจักรคาทอลิก