Share this post

Submit to DeliciousSubmit to DiggSubmit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to StumbleuponSubmit to TechnoratiSubmit to TwitterSubmit to LinkedIn

dead.jpgตายแล้วจะเป็นอย่างไร
ข้อคิดจากพระวรสารลูกา 20:34-38
ประจำวันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน 2007

                ทุกวันพุธกลุ่มเล็กๆของเราได้มีการแบ่งปันพระวาจากัน วันนี้ผมรู้สึกว่าพระวาจายากจัง พลางคิดในใจว่าเราคงจะจบได้อย่างรวดเร็วแน่ๆ แต่ที่ไหนได้กลับมีเรื่องดีๆสอนใจเราได้มากมายจากสมาชิกในกลุ่ม จึงขอแบ่งปันเพื่อน ๆ ดังนี้

             

   “คนที่จะบรรลุถึงโลกหน้าและจะกลับคืนชีพจากบรรดาผู้ตายนั้น จะไม่แต่งงานกันอีก เพราะเขาจะไม่ตายอีกต่อไป เขาจะเป็นเหมือนทูตสวรรค์และจะเป็นบุตรของพระเจ้า”(ข้อที่ 35-36)

                คำว่า “ไม่แต่งงานกันอีก” หมายความว่า เมื่อเราตายและไปอยู่กับพระเจ้าแล้วนั้น เราจะไม่ได้เป็นสามีภรรยากันอีกต่อไป...เราคงเคยได้ยินคำว่าถ้าชาติหน้ามีจริงขอให้เราได้เกิดมาเป็นสามีหรือภรรยาหรือพ่อแม่ลูกกันอีก...แต่จากพระวาจาของพระเจ้าในตอนนี้ ทำให้เราทราบว่าความสัมพันธ์ประสาโลกนี้ไม่มีอีกแล้วเมื่อเราต้องจากโลกนี้ไป เพราะเราจะเป็นดั่ง “ทูตสวรรค์” และเป็น “บุตรของพระเจ้า”

                จากพระวาจาตอนนี้สมาชิกคนหนึ่งได้แบ่งปันว่า เมื่อทราบดังนี้แล้วในโลกนี้เราต้องรักสามีหรือภรรยาและครอบครัวของเราให้มากๆ มีอะไรที่ขัดข้องใจก็ให้อภัยกัน เพราะโลกหน้าไม่มีการแก้ตัวใหม่อีกแล้ว เราต้องทำให้ครอบครัวของเรามีความสุขให้มากที่สุดแม้จะยากลำบากเพียงไรก็ตาม

                อีกความคิดหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ การแต่งงานคือ “ความผูกพัน” ครอบครัวก็คือ “ความผูกพัน” ในโลกนี้เรามีความผูกพันต่อกันและกัน และผูกพันในหลายสิ่งหลายอย่างด้วยกัน “ความผูกพันคือการยึดติด” ถ้าเรายังยึดติดอะไรๆที่เป็นของโลกนี้ใจของเราก็จะไม่มีพื้นที่สำหรับพระเจ้าอย่างแน่นอน ดังนั้นในเมืองสวรรค์พระเจ้าจึงทรงสอนเราว่าไม่มีการแต่งงานอีกแล้ว ซึ่งทำให้คิดได้ว่า เมื่อเราได้พบพระเจ้าแล้ว ทุกอย่างก็เป็นรอง แม้แต่ความสุขในครอบครัวของเราก็ตาม ซึ่งไม่ได้หมายความว่าให้เรารังเกียจครอบครัวของเรา หรือสามีหรือลูกของเราในโลกนี้แต่ตรงกันข้ามต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด โดยมีใจที่ยึดหลักว่า “ทุกคนมีชีวิตอยู่เพื่อพระองค์” (ข้อ 38) หมายความว่า เราจะต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อพระเจ้า ดังนั้นเมื่อเราจะทำอะไรก็ตามให้เราตั้งสติเลยว่า “ฉันจะทำ...เพื่อถวายพระเจ้า” นี้แหละที่จะเป็นทนทางนำเราให้ได้พบพระเจ้าเมื่อเราหมดหน้าที่จากโลกไป

                อีกประการหนึ่งมาจากประโยคที่ว่า “พระองค์มิใช่พระเจ้าของผู้ตาย แต่เป็นพระเจ้าของผู้เป็น” ความตายที่เราประสบกันกันอยู่ทุกวันนี้หรือที่เราเรียกกันคือ ประตูที่เราจะต้องผ่านไปหาพระเจ้า ไปอยู่กับพระองค์ เราจะไม่ตายถ้าเราได้อยู่กับพระองค์ ตรงกันข้ามเราจะตายจริงๆ ตายอย่างนิรันดร ถ้าเราไม่ได้อยู่กับพระองค์

                เมื่อได้ฟังการแบ่งปันจากสมาชิกแล้ว เสียงเพลงเทเซ่ “เพียงพระเจ้า เพียงพอ” ดังแว่วขึ้นมาในใจของผมเป็นระยะๆ และถ้อยคำ “เพียงพระเจ้า เพียงพอ” ก็ทำให้ใจของผมพอเพียงแล้ว

                ขอบพระคุณพระเจ้าและเพื่อนสมาชิกสำหรับการแบ่งปันในครั้งนี้